นับแต่เดือนตุลาคม 2551 เป็นต้นมา การส่งออกของไทยปักหัวลงต่อเนื่อง เดือนล่าสุดติดลบมากกว่า 25% เทียบกับปีก่อนหน้า หลายคนจึงกังวลใจว่าเกิดอะไรขึ้น ความจริงแล้ว การลดลงของการส่งออกไม่ได้เกิดขึ้นที่ไทยประเทศเดียว เกิดขึ้นกับทุกประเทศ จากปัญหาวิกฤติการเงินโลก ที่ส่งผลกระทบอย่างน้อยในสี่ด้าน ด้านแรก ทำให้คนตกงานในประเทศต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ด้านที่สอง ทำให้คนในโลก โดยเฉพาะ ในอเมริกาและยุโรป จำนวนมาก ที่เคยเป็นคนรวย กลายเป็น “คนเคยรวย” เหมือนที่เกิดในไทยเมื่อ 12 ปีที่แล้ว เพราะสินทรัพย์หลัก ๆ ที่คนเหล่านี้มี คือบ้านและหุ้น ราคาตกลงมา แม้กระทั่งวันนี้ ราคาบ้าน ที่ดิน ก็ยังตกอยู่ ส่วนหุ้นแม้จะขึ้นบ้าง ก็ยังต่ำกว่าในอดีตอยู่มาก ด้านที่สาม คนอเมริกันและคนยุโรปนอกจากจะต้องเป็น “คนเคยรวย” ที่ไม่สามารถฟุ่มเฟือยอีกต่อไปแล้ว ยังต้องชดใช้ชะตากรรมจากการที่ได้ใช้จ่ายเกินตัวมาเป็นเวลานาน จากที่เคยตัวกับการที่ได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงินง่าย ๆ เรียกได้ว่า แข่งกัน แย่งกัน ให้ผ่านสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้าน สินเชื่อต่าง ๆ อย่างมากมาย จนผู้บริโภคเคยตัว ทำให้ช่วงนี้ ต้องชดใช้กรรมพากันหาทาง “ลดหนี้” ของตนเองลงมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ด้านที่สี่ บริษัทต่าง ๆ ก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย โดยพยายามลดสต๊อกสินค้าและวัตถุดิบลง ขายออกเพราะมีสต๊อกอยู่ในระดับที่สูงไปเทียบกับกำลังซื้อในปัจจุบัน หรือต้องขายออกเพราะต้องการเงินมาเพิ่มเป็นสภาพคล่องในยามลำบากเช่นช่วงนี้ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมการส่งออกของเราจึงถูกกระทบอย่างหนัก โดยประเทศในเอเชียตะวันออกที่พึ่งพาการส่งออกมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เน้นการส่งออกสินค้าคงทนเหล่านี้ จึงต้องปรับตัวอย่างมาก โดยบางประเทศเช่นไต้หวัน การส่งออกลดลงถึง 50-60% เรียกได้ว่า หายไปถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เท่าที่ดูจากข้อมูล พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการปรับตัวทั้งในระยะสั้น และระยะ ปานกลาง (1) ระยะสั้นซึ่งเกิดระหว่างการปรับตัวในช่วงแรก มาจากการปรับลดสต๊อกของสินค้า ของบริษัทในประเทศต่าง ๆ เป็นสำคัญ ในเรื่องนี้ คิดว่าได้เกิดขึ้นและปรับตัวกันไปพอสมควรแล้ว จึงเริ่มทำให้การส่งออกของสินค้าบางประเภท เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า กระเตื้อง ขึ้นบ้างในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา (2) ระยะปานกลางจากการที่ผู้บริโภคในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่เกิดวิกฤติคือสหรัฐและยุโรป หยุดใช้จ่าย และอดออมมากขึ้น เพื่อลดหนี้และสร้างฐานะอีกครั้ง จากที่ได้จนลงมากจากวิกฤติครั้งนี้ ซึ่งจะทำให้คนเหล่านี้ชะลอการบริโภคสินค้าที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะพวกสินค้าที่รอได้ เช่นพวกบ้าน รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ในช่วงระยะ 2-3 ปีข้างหน้าออกไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องกังวลใจ เพราะว่าจะทำให้การส่งออกของเราแม้จะกระเตื้อง ขึ้นบ้าง แต่ว่ายอดขายอาจจะไม่กลับไปเท่าเดิม เท่าในยุคที่เคยเฟื่องฟูก่อนหน้าไปอีกระยะหนึ่ง ตรงนี้ ก็ต้องทำใจ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศเหล่านี้เป็นปัญหาที่ลึกซึ้ง เราคง ต้องแสวงหาตลาดมาทดแทนเช่นในประเทศที่จะฟื้นก่อนและไม่ได้มีปัญหาการใช้จ่ายเกินตัว เช่นในเอเชีย เป็นต้น แต่ก็คงช่วยได้ไม่หมด เพราะการส่งออกที่เราส่งออกไปในเอเชียในอดีตส่วนหนึ่ง ก็ส่งไปเพื่อผลิตแล้วขายต่อให้กับผู้บริโภคในสหรัฐและยุโรป ท้ายสุด ต้องขอให้ผู้ส่งออกของเรา เมื่อมองไปข้างหน้า อย่าตายใจ อย่าประมาทว่าพอโลกฟื้นจากวิกฤติแล้วทุกอย่างจะดีเหมือนเดิม เหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น เพราะคงไม่ใช่ ขอให้ทุกคนเร่งลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น เตรียมการสำหรับโลกใบใหม่ที่จะยังไม่สดใสเท่าเดิมไปอีกระยะหนึ่ง ขอเอาใจช่วย
คำถาม
1เดือนตุลาคม 2551 เป็นต้นมา การส่งออกของไทยปักหัวลงต่อเนื่อง เดือนล่าสุดติดลบกี่เปอร์เซนต์
2ปัญหาวิกฤติการเงินโลก ที่ส่งผลกระทบต่อการลดลงของการส่งออกมีกี่ด้าน จกยกตัวอย่างประกอบ
3ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการปรับตัวทั้งในระยะสั้น มาจากอะไรบ้าง
ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=579&contentID=9454
โดย นางสาวรัฐศนิชา เนติรักข์รัฐกุล 5001103073