ช่วงนี้ ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุด และเข้าสู่กระบวนการฟื้นตัวแล้วตั้งแต่ปลายไตรมาสที่ 1 เป็นต้นมา แต่สิ่งที่คนสนใจและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก ก็คือ แล้วการฟื้นตัวของไทยจะเป็นรูปตัวอะไร จะเป็นตัว v ตามที่นายกฯ บอกหรือไม่
ตรงนี้ เพื่อความชัดเจน ขอเริ่มจากคำนิยามของนักวิเคราะห์ต่างประเทศ ในแต่ละรูปแบบของการฟื้นตัว ว่า แต่ละประเภทนั้นมีลักษณะอย่างไร
ขการฟื้นตัวแบบตัว v คือ การฟื้นตัวที่รวดเร็วจากจุดต่ำสุด และหลังวิกฤติจบลง เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างคึกคักแข็งแกร่ง ด้วยอัตราการเจริญเติบโตที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤติ (อยู่ 1- 2 ปี) เพื่อเร่งเติมเต็มส่วนที่หายไประหว่างวิกฤติ
ข การฟื้นตัวแบบตัว u คือ การฟื้นตัวแบบช้าๆ อีหลักอีเหลื่อ ใช้เวลาพอควรที่ก้นกระทะก่อนที่จะออกจากวิกฤติได้ และอัตราการเจริญเติบโตหลังจากนั้นเป็นไปอย่างอ่อนแอ
ขการฟื้นตัวแบบตัว w คือ การฟื้นตัวแบบที่ปรับตัวขึ้นระยะหนึ่งแล้วหมดแรง กลับตกลงไปอีกรอบ หรืออีกหลายรอบ ก่อนที่จะสามารถฟื้นคืนมาได้เป็นปกติ
ขการฟื้นตัวแบบตัว L คือ การที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือถดถอยคงอยู่เป็นเวลานาน และเมื่อฟื้นก็ไม่สามารถนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจหลังออกจากวิกฤติ เช่นกรณีของ ญี่ปุ่นที่วนเวียนอยู่ที่เดิม หลายปีมาก
จากข้อมูลล่าสุด ในกรณีของไทย ผมคิดว่าตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่า ไทยจะฟื้นตัวเป็นตัว v แม้ช่วงแรกของการฟื้นตัวจะดูดี และถ้าลองวาดกราฟอัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา อาจจะดูเผินๆ เหมือนว่าจะเป็นตัว v อยู่ก็ตาม ทั้งนี้เป็นเพราะว่ายังมีปัญหาที่น่ากังวลใจใน 3 เรื่อง
1. ความเชื่องช้าของการฟื้นตัว ช่วงเศรษฐกิจไทยตกลงนั้น ได้ตกอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาสที่ 4 และไตรมาสที่ 1 แต่การฟื้นตัวในไตรมาสที่ 2 พาให้เศรษฐกิจกลับขึ้นมาเพียง 25% ของที่ตกลงไปเท่านั้น พูดง่ายๆ ยังไม่สามารกลับไปที่เดิมได้ มาได้แค่ 1 ใน 4 เท่านั้น
ตรงนี้ ไม่น่าแปลกใจว่า เวลาลองไปถามคนทั่วๆ ไปจะพบว่า หลายคนไม่ได้รู้สึกว่า เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นในรูปตัว v หลายอุตสาหกรรมยังคงลำบาก มีส่วนเกินของกำลังการผลิตอยู่อีกมาก และการจ้างงานยังไม่กลับไปที่เดิม กว่าจะกลับไปเท่าเดิมก่อนเกิดวิกฤติได้ ก็ต้องต้นปีหน้าไปแล้ว รวมแล้ว คือ ใช้เวลา 4 ไตรมาสในการฟื้น 2 ไตรมาสในการตก ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเวลาฟื้น ฟื้นอย่างช้าๆ แต่เวลาตก ตกอย่างรวดเร็ว
2. ความไม่ต่อเนื่องของการฟื้นตัว เป็นที่น่ากังวลใจว่าแรงส่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในไตรมาสที่ 2-3 ปีนี้ อาจจะหมดแรงได้ ถ้าหมดแรงจริง การฟื้นตัวแบบตัว v สมบูรณ์ก็จะไม่เกิด ไปต่อไม่ได้ ขึ้นมาแต่ค้างอยู่ตรงกลาง (ระหว่างก่อนตกกับจุดต่ำสุด)
ทั้งนี้ ก็เพราะแรงส่งในช่วงที่ผ่านมา มาจากการ Restock สินค้าและวัตถุดิบของผู้ผลิต และการเร่งใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่การที่จะหวังพึ่งให้เกิดการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนจากแรงกระตุ้นของการ Restocking คงเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ แรงกระตุ้นจากการใช้จ่ายลงทุนของภาครัฐก็ทำได้จำกัด เพราะทุกประเทศล้วนแล้วแต่มีหนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบหลายๆ ปี และจะต้องเริ่มคิดว่าจะหาเงินมาจากไหน จะขึ้นภาษี ลดรายจ่ายเมื่อไรเพื่อหาเงินมาจ่ายหนี้เหล่านี้
3. ความไม่คึกคักของอัตราการขยายตัวหลังวิกฤติ ยิ่งไปกว่านั้น พอฟื้นแล้ว อัตราการเจริญเติบโตหลังวิกฤติของไทย น่าจะไม่ค่อยคึกคักเข้มแข็งเท่าไรนัก เพราะเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าการฟื้นตัวของโลกจะเป็นแบบช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป เต็มไปด้วยหลุมบ่อ จากปัญหาต่างๆ ที่ยังสั่งสมตัวอยู่ในสหรัฐฯ ยุโรป และยุโรปตะวันออก ทั้งเรื่องของสถาบันการเงินล้ม บริษัทขาดทุน คนตกงาน และปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศดังกล่าว
ด้วยเหตุนี้ ภาคส่งออกไทยจะไม่สามารถเป็นเครื่องจักรสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชน ก็ยังไม่ฟื้นตัว การบริโภคของผู้บริโภคก็มีข้อจำกัดจากหนี้ที่ก่อไว้ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา จึงไม่น่าแปลกใจว่าหลายคนจึงสรุปว่าการฟื้นตัวที่จะเกิดขึ้นรอบนี้ น่าจะเป็นไปอย่างอ่อนแอ และมีความไม่แน่นอนสูง (ขึ้นกับว่าจะเกิดอะไรในเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ)
เมื่อรวม 3 ประเด็นข้างต้นแล้ว ถ้าเราจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ มีความเสี่ยงว่าจะฟื้นไม่ต่อเนื่องไม่สุด และเมื่อฟื้นแล้วไม่คึกคัก หากเป็นเช่นนี้ก็คงต้องฟันธงว่า มีโอกาสมากที่ท้ายสุดแล้ว การฟื้นตัวของไทยจะไม่เป็นรูปตัว v ส่วนจะเป็น
โดย น.ส.ธัญญพัทธ์ ถิรเศรษฐ์ศิริ 5001103097
ที่มา: http://www.giggog.com/economic/cat5/news27939/
คำถาม
1สิ่งที่คนให้ความสนใจและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก ก็คืออะไร
2การฟื้นตัวแบบตัว u คืออะไร
3การที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือถดถอยคงอยู่เป็นเวลานาน และเมื่อฟื้นก็ไม่สามารถนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจหลังออกจากวิกฤติ คือการฟื้นตัวแบบใด
วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552
""กรณ์"" มั่นใจเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้ว
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้แนวโน้มเศรษฐกิจหลายด้านมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากมีเงินไหลเข้ามาลงทุน ทั้งในตลาดหุ้น และการลงทุนปกติ ซึ่งแสดงว่า นักลงทุนมั่นใจในเสถียรภาพเศรษฐกิจ และไม่พบความผิดปกติของเงินทุนไหลเข้าในระยะนี้ โดยเห็นว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเป็นบวกมาตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ ไม่ใช่ปรับตัวเป็นบวกแค่ช่วง 2 วันที่ผ่านมา
ยอมรับว่า เงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นมีเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะเป็นองค์ประกอบของตลาดหุ้นทั่วโลก และตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดเล็ก เสี่ยงต่อการไหลเข้าออกของเงินทุนที่รุนแรงจากสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงการเก็งกำไรในอัตราแลกเปลี่ยน แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องดูแล บริหารจัดการ เนื่องจากไทยเป็นเศรษฐกิจเปิด แต่หากรัฐบาลสามารถดูแลรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจได้ จะทำให้เกิดความมั่นใจ
ดัชนีตลาดหุ้นไทยสะท้อนภาพเชิงบวกในการบริหารประเทศของรัฐบาล ที่นักลงทุนมั่นใจต่อการลงทุน นโยบายของรัฐบาล และมองว่า เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่จะดีขึ้น ภายใต้การเมืองที่มีเสถียรภาพ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการแก้ปัญหาให้ประชาชน รัฐบาลจึงต้องเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนเงื่อนไขการเมืองเป็นอุปสรรคหนึ่งที่สำคัญ แม้ว่าประชาชนมีสิทธิที่จะชุมนุม หรือมีความคิดที่แตกต่างได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และไม่กระทบสิทธิของประชาชนโดยรวม เชื่อว่า อนาคตหากไทยสามารถบริหารงานได้เหมือนช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ก็น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี
ขณะนี้รัฐบาลพยายามสร้างภูมิคุ้มกันต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ด้วยการลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ และลดการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลาง ผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง 55 ที่หากเร่งรัดการเบิกจ่ายได้ 85% ของเงินลงทุน 300,000 ล้านบาท ภายในปี 53 เชื่อว่า จะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้นไม่มากก็น้อย และส่วนหนึ่งยังช่วยลดปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทได้ด้วย
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่า จะมีการทุจริตเกิดขึ้นนั้น ต้องยอมรับว่า เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาเรื้อรังของไทยมานาน แต่ยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้จะให้ความสำคัญกับปัญหาคอรัปชั่นเป็นอันดับต้น ๆ โดยได้มีมาตรการรองรับ ด้วยการกำหนดขั้นตอนการทำงานที่เน้นความโปร่งใส ให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลการลงทุนในทุกโครงการผ่านเว็บไซต์ไทยเข้มแข็งได้โดยตรง มั่นใจว่า จะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดปัญหาการทุจริตในแต่ละโครงการได้.
โดย นางสาวอัจฉรา ขอนแก้ว 5001103075
ที่มา http://www.giggog.com/economic/cat5/news27939/
คำถาม
1แนวโน้มเศรษฐกิจหลายด้านมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากอะไรบ้าง
2การสร้างภูมิคุ้มกันต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว คืออะไร
3เงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นมีเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะอะไร
วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552
รุมขย้ำงบฯครีเอทีฟไทยแลนด์
ผ่าน 5 วันดันยอดพุ่งพรวด 4 หมื่นล้าน อัดยับส่งโครงการห่วยขอรัฐสนับสนุนรายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาลได้เปิดตัวโครงการเมืองไทย เมืองนักคิด (ครีเอทีฟ ไทยแลนด์) และจัดสรรงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 วงเงิน 20,130 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินกองทุนสำหรับการขับเคลื่อนให้กับอุตสาหกรรมนำร่อง 15 อุตสาหกรรม ปรากฏว่าในระยะเวลาเพียง 5 วัน ตั้งแต่ 31 ส.ค.-4 ก.ย. มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้เสนอโครงการเข้ามาขอใช้เงินเป็นจำนวนมาก จนล่าสุดมีวงเงินขอสนับสนุนสูงถึง 40,000 ล้านบาทแล้ว สูงกว่างบประมาณที่รัฐบาลตั้งไว้ถึง 2 เท่าตัว ทั้งนี้เป็นที่น่าแปลกใจว่าการเสนอขอโครงการส่วนใหญ่ มีทั้งโครงการที่ตรงตามวัตถุประสงค์ และนอกวัตถุประสงค์ ยกตัวอย่างเช่น โครงการผลิตกุนเชียงไร้ไขมัน ได้มีการเสนอขอใช้โครงการนี้ด้วย ทั้งที่จริงควรไปขอใช้เงินสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น เช่น สินเชื่อจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เนื่องจากการพิจารณาอนุมัติโครงการของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังไม่มีการกำหนดกรอบและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์คืออะไรบ้าง ทำให้ทุกคนต่างพุ่งเป้าหมายเพื่อขอใช้เงินก้อนนี้กันอย่างเต็มที่ แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการไทยเข้มแข็ง ที่รัฐบาลมีแผนดำเนินการ เพื่อใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแนวใหม่ที่จะให้คนไทยที่มีความคิดสร้างสรรค์ เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ใหม่ และสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นมา เพราะเศรษฐกิจยุคใหม่ จะต้องใช้ภูมิปัญญาเข้าไปช่วยในการพัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อให้สินค้าและบริการแข่งขันในตลาดโลกได้ ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ ทุกภาคส่วนของประเทศที่มีแนวคิดสร้างสรรค์ มีความพยายามในการปรับปรุง พัฒนาอุตสาหกรรมของตัวเอง สามารถเสนอโครงการเพื่อขอ ใช้เงินเข้ามาได้ โดย กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้พิจารณากลั่นกรองโครง การ จากนั้นจะเสนอให้สศช.เป็นผู้พิจารณา ความเป็นไปได้ ก่อนที่จะเสนอให้สำนักงบประมาณ พิจารณาในรายละเอียดโครงการ และจะเสนอให้คณะกรรมการไทยเข้มแข็ง พิจารณาอนุมัติในขั้นตอนสุดท้าย “เมื่อมีปัญหาความไม่ชัดเจนในแง่การอนุมัติโครงการ และการมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน กระทรวงพาณิชย์ในฐานะที่เป็นผู้ผลักดันและรับผิดชอบโครงการ จะต้องมีการกำหนดกรอบและกติกาในการพิจารณาอนุมัติโครงการให้ชัดเจน มากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาการใช้เงินผิดวัตถุ ประสงค์ และไม่ตรงตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้” ทั้งนี้ในวันที่ 7 ก.ย. นี้ กระทรวงพาณิชย์จะมีการเปิดแถลงข่าวถึงรายละเอียดของโครงการที่มาขอใช้เงินภายใต้โครงการ ครีเอทีฟ ไทยแลนด์ หลังจากที่ได้มีการเปิดตัวไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ส.ค. โดยคาดว่าจะน่าจะมีความชัดเจนถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการขอใช้เงินในการแถลงข่าวครั้งนี้ด้วย หลังจากที่ได้เปิดตัวโครงการเมืองไทย เมืองนักคิด ไปแล้ว เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช. พาณิชย์ระบุว่า การประกาศโครงการไทยสร้างสรรค์ ไทยเข้มแข็งอย่างเป็นทางการถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของไทย เพราะภาคเอกชนในกลุ่มอุตสาหกรรมนำร่อง 15 สาขาจะร่วมเป็นภาคขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ให้ได้ตามเป้าหมาย เบื้องต้นจะเร่งจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อรับผิดชอบโดยตรงภายใน 6 เดือน พร้อมเปลี่ยนแปลงบทบาทการดูแลทรัพย์สินทางปัญญาจากการเน้นเรื่องปราบปรามเป็นการดูแลคุ้มครอง.
ที่มา :http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentID=18623
โดย นางสาวรัฐศนิชา เนติรักข์รัฐกุล 5001103073
คำถาม
1. เมืองนักคิด (ครีเอทีฟ ไทยแลนด์) และจัดสรรงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ด้วยวงเงินเท่าไร
2. เมื่อมีปัญหาความไม่ชัดเจนในแง่การอนุมัติโครงการ และการมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน กระทรวงพาณิชย์ในฐานะที่เป็นผู้ผลักดันและรับผิดชอบโครงการ จะต้องมีการกำหนดกรอบและกติกาในการพิจารณาอนุมัติโครงการให้ชัดเจน มากยิ่งขึ้น เพื่อเหตุใด
3. แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเกี่ยวกับโครงการนี้ว่าอย่างไร
ที่มา :http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentID=18623
โดย นางสาวรัฐศนิชา เนติรักข์รัฐกุล 5001103073
คำถาม
1. เมืองนักคิด (ครีเอทีฟ ไทยแลนด์) และจัดสรรงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ด้วยวงเงินเท่าไร
2. เมื่อมีปัญหาความไม่ชัดเจนในแง่การอนุมัติโครงการ และการมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน กระทรวงพาณิชย์ในฐานะที่เป็นผู้ผลักดันและรับผิดชอบโครงการ จะต้องมีการกำหนดกรอบและกติกาในการพิจารณาอนุมัติโครงการให้ชัดเจน มากยิ่งขึ้น เพื่อเหตุใด
3. แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเกี่ยวกับโครงการนี้ว่าอย่างไร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)