วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552
เศรษฐกิจไทย จะฟื้นเป็นรูปตัวอะไร ?
ตรงนี้ เพื่อความชัดเจน ขอเริ่มจากคำนิยามของนักวิเคราะห์ต่างประเทศ ในแต่ละรูปแบบของการฟื้นตัว ว่า แต่ละประเภทนั้นมีลักษณะอย่างไร
ขการฟื้นตัวแบบตัว v คือ การฟื้นตัวที่รวดเร็วจากจุดต่ำสุด และหลังวิกฤติจบลง เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างคึกคักแข็งแกร่ง ด้วยอัตราการเจริญเติบโตที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤติ (อยู่ 1- 2 ปี) เพื่อเร่งเติมเต็มส่วนที่หายไประหว่างวิกฤติ
ข การฟื้นตัวแบบตัว u คือ การฟื้นตัวแบบช้าๆ อีหลักอีเหลื่อ ใช้เวลาพอควรที่ก้นกระทะก่อนที่จะออกจากวิกฤติได้ และอัตราการเจริญเติบโตหลังจากนั้นเป็นไปอย่างอ่อนแอ
ขการฟื้นตัวแบบตัว w คือ การฟื้นตัวแบบที่ปรับตัวขึ้นระยะหนึ่งแล้วหมดแรง กลับตกลงไปอีกรอบ หรืออีกหลายรอบ ก่อนที่จะสามารถฟื้นคืนมาได้เป็นปกติ
ขการฟื้นตัวแบบตัว L คือ การที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือถดถอยคงอยู่เป็นเวลานาน และเมื่อฟื้นก็ไม่สามารถนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจหลังออกจากวิกฤติ เช่นกรณีของ ญี่ปุ่นที่วนเวียนอยู่ที่เดิม หลายปีมาก
จากข้อมูลล่าสุด ในกรณีของไทย ผมคิดว่าตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่า ไทยจะฟื้นตัวเป็นตัว v แม้ช่วงแรกของการฟื้นตัวจะดูดี และถ้าลองวาดกราฟอัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา อาจจะดูเผินๆ เหมือนว่าจะเป็นตัว v อยู่ก็ตาม ทั้งนี้เป็นเพราะว่ายังมีปัญหาที่น่ากังวลใจใน 3 เรื่อง
1. ความเชื่องช้าของการฟื้นตัว ช่วงเศรษฐกิจไทยตกลงนั้น ได้ตกอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาสที่ 4 และไตรมาสที่ 1 แต่การฟื้นตัวในไตรมาสที่ 2 พาให้เศรษฐกิจกลับขึ้นมาเพียง 25% ของที่ตกลงไปเท่านั้น พูดง่ายๆ ยังไม่สามารกลับไปที่เดิมได้ มาได้แค่ 1 ใน 4 เท่านั้น
ตรงนี้ ไม่น่าแปลกใจว่า เวลาลองไปถามคนทั่วๆ ไปจะพบว่า หลายคนไม่ได้รู้สึกว่า เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นในรูปตัว v หลายอุตสาหกรรมยังคงลำบาก มีส่วนเกินของกำลังการผลิตอยู่อีกมาก และการจ้างงานยังไม่กลับไปที่เดิม กว่าจะกลับไปเท่าเดิมก่อนเกิดวิกฤติได้ ก็ต้องต้นปีหน้าไปแล้ว รวมแล้ว คือ ใช้เวลา 4 ไตรมาสในการฟื้น 2 ไตรมาสในการตก ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเวลาฟื้น ฟื้นอย่างช้าๆ แต่เวลาตก ตกอย่างรวดเร็ว
2. ความไม่ต่อเนื่องของการฟื้นตัว เป็นที่น่ากังวลใจว่าแรงส่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในไตรมาสที่ 2-3 ปีนี้ อาจจะหมดแรงได้ ถ้าหมดแรงจริง การฟื้นตัวแบบตัว v สมบูรณ์ก็จะไม่เกิด ไปต่อไม่ได้ ขึ้นมาแต่ค้างอยู่ตรงกลาง (ระหว่างก่อนตกกับจุดต่ำสุด)
ทั้งนี้ ก็เพราะแรงส่งในช่วงที่ผ่านมา มาจากการ Restock สินค้าและวัตถุดิบของผู้ผลิต และการเร่งใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่การที่จะหวังพึ่งให้เกิดการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนจากแรงกระตุ้นของการ Restocking คงเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ แรงกระตุ้นจากการใช้จ่ายลงทุนของภาครัฐก็ทำได้จำกัด เพราะทุกประเทศล้วนแล้วแต่มีหนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบหลายๆ ปี และจะต้องเริ่มคิดว่าจะหาเงินมาจากไหน จะขึ้นภาษี ลดรายจ่ายเมื่อไรเพื่อหาเงินมาจ่ายหนี้เหล่านี้
3. ความไม่คึกคักของอัตราการขยายตัวหลังวิกฤติ ยิ่งไปกว่านั้น พอฟื้นแล้ว อัตราการเจริญเติบโตหลังวิกฤติของไทย น่าจะไม่ค่อยคึกคักเข้มแข็งเท่าไรนัก เพราะเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าการฟื้นตัวของโลกจะเป็นแบบช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป เต็มไปด้วยหลุมบ่อ จากปัญหาต่างๆ ที่ยังสั่งสมตัวอยู่ในสหรัฐฯ ยุโรป และยุโรปตะวันออก ทั้งเรื่องของสถาบันการเงินล้ม บริษัทขาดทุน คนตกงาน และปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศดังกล่าว
ด้วยเหตุนี้ ภาคส่งออกไทยจะไม่สามารถเป็นเครื่องจักรสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชน ก็ยังไม่ฟื้นตัว การบริโภคของผู้บริโภคก็มีข้อจำกัดจากหนี้ที่ก่อไว้ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา จึงไม่น่าแปลกใจว่าหลายคนจึงสรุปว่าการฟื้นตัวที่จะเกิดขึ้นรอบนี้ น่าจะเป็นไปอย่างอ่อนแอ และมีความไม่แน่นอนสูง (ขึ้นกับว่าจะเกิดอะไรในเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ)
เมื่อรวม 3 ประเด็นข้างต้นแล้ว ถ้าเราจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ มีความเสี่ยงว่าจะฟื้นไม่ต่อเนื่องไม่สุด และเมื่อฟื้นแล้วไม่คึกคัก หากเป็นเช่นนี้ก็คงต้องฟันธงว่า มีโอกาสมากที่ท้ายสุดแล้ว การฟื้นตัวของไทยจะไม่เป็นรูปตัว v ส่วนจะเป็น
โดย น.ส.ธัญญพัทธ์ ถิรเศรษฐ์ศิริ 5001103097
ที่มา: http://www.giggog.com/economic/cat5/news27939/
คำถาม
1สิ่งที่คนให้ความสนใจและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก ก็คืออะไร
2การฟื้นตัวแบบตัว u คืออะไร
3การที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือถดถอยคงอยู่เป็นเวลานาน และเมื่อฟื้นก็ไม่สามารถนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจหลังออกจากวิกฤติ คือการฟื้นตัวแบบใด
วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552
""กรณ์"" มั่นใจเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้ว
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้แนวโน้มเศรษฐกิจหลายด้านมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากมีเงินไหลเข้ามาลงทุน ทั้งในตลาดหุ้น และการลงทุนปกติ ซึ่งแสดงว่า นักลงทุนมั่นใจในเสถียรภาพเศรษฐกิจ และไม่พบความผิดปกติของเงินทุนไหลเข้าในระยะนี้ โดยเห็นว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเป็นบวกมาตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ ไม่ใช่ปรับตัวเป็นบวกแค่ช่วง 2 วันที่ผ่านมา
ยอมรับว่า เงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นมีเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะเป็นองค์ประกอบของตลาดหุ้นทั่วโลก และตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดเล็ก เสี่ยงต่อการไหลเข้าออกของเงินทุนที่รุนแรงจากสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงการเก็งกำไรในอัตราแลกเปลี่ยน แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องดูแล บริหารจัดการ เนื่องจากไทยเป็นเศรษฐกิจเปิด แต่หากรัฐบาลสามารถดูแลรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจได้ จะทำให้เกิดความมั่นใจ
ดัชนีตลาดหุ้นไทยสะท้อนภาพเชิงบวกในการบริหารประเทศของรัฐบาล ที่นักลงทุนมั่นใจต่อการลงทุน นโยบายของรัฐบาล และมองว่า เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่จะดีขึ้น ภายใต้การเมืองที่มีเสถียรภาพ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการแก้ปัญหาให้ประชาชน รัฐบาลจึงต้องเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนเงื่อนไขการเมืองเป็นอุปสรรคหนึ่งที่สำคัญ แม้ว่าประชาชนมีสิทธิที่จะชุมนุม หรือมีความคิดที่แตกต่างได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และไม่กระทบสิทธิของประชาชนโดยรวม เชื่อว่า อนาคตหากไทยสามารถบริหารงานได้เหมือนช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ก็น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี
ขณะนี้รัฐบาลพยายามสร้างภูมิคุ้มกันต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ด้วยการลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ และลดการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลาง ผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง 55 ที่หากเร่งรัดการเบิกจ่ายได้ 85% ของเงินลงทุน 300,000 ล้านบาท ภายในปี 53 เชื่อว่า จะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้นไม่มากก็น้อย และส่วนหนึ่งยังช่วยลดปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทได้ด้วย
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่า จะมีการทุจริตเกิดขึ้นนั้น ต้องยอมรับว่า เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาเรื้อรังของไทยมานาน แต่ยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้จะให้ความสำคัญกับปัญหาคอรัปชั่นเป็นอันดับต้น ๆ โดยได้มีมาตรการรองรับ ด้วยการกำหนดขั้นตอนการทำงานที่เน้นความโปร่งใส ให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลการลงทุนในทุกโครงการผ่านเว็บไซต์ไทยเข้มแข็งได้โดยตรง มั่นใจว่า จะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดปัญหาการทุจริตในแต่ละโครงการได้.
โดย นางสาวอัจฉรา ขอนแก้ว 5001103075
ที่มา http://www.giggog.com/economic/cat5/news27939/
คำถาม
1แนวโน้มเศรษฐกิจหลายด้านมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากอะไรบ้าง
2การสร้างภูมิคุ้มกันต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว คืออะไร
3เงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นมีเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะอะไร
วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552
รุมขย้ำงบฯครีเอทีฟไทยแลนด์
ที่มา :http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentID=18623
โดย นางสาวรัฐศนิชา เนติรักข์รัฐกุล 5001103073
คำถาม
1. เมืองนักคิด (ครีเอทีฟ ไทยแลนด์) และจัดสรรงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ด้วยวงเงินเท่าไร
2. เมื่อมีปัญหาความไม่ชัดเจนในแง่การอนุมัติโครงการ และการมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน กระทรวงพาณิชย์ในฐานะที่เป็นผู้ผลักดันและรับผิดชอบโครงการ จะต้องมีการกำหนดกรอบและกติกาในการพิจารณาอนุมัติโครงการให้ชัดเจน มากยิ่งขึ้น เพื่อเหตุใด
3. แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเกี่ยวกับโครงการนี้ว่าอย่างไร
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ธปท.เชื่อแบงก์โหมปล่อยกู้หลังเศรษฐกิจโงหัว
ธปท.เชื่อแบงก์พาณิชย์เริ่มกลับมาแข่งขันปล่อยสินเชื่อ หลงเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เหตุสภาพคล่องในระบบยัง
อยู่ในสัดส่วนที่สูง
นายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณี
ที่มีธนาคารพาณิชย์บางแห่งปรับขึ้นค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมเพิ่มขึ้น หรือหันไปหารายได้จากส่วนอื่น
แทนการปล่อยสินเชื่อ เชื่อว่า ในช่วงต่อไปหากเศรษฐกิจเติบโตดีขึ้น กระแสการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน่าจะ
ลดลง เพราะธนาคารพาณิชย์จะหันไปแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากสภาพคล่องในระบบปัจจุบัน
มีอยู่สูง
โดยปัจจุบันระบบธนาคารพาณิชย์ยังคงมีเงินกองทุนที่สามารถขยายกิจการได้ สภาพคล่องยังมีเหลือเฟือ
ขณะที่กฎเกณฑ์ของ ธปท.ไม่ได้เข้มงวดจนเกินไป ฉะนั้นจึงเหลือเพียงปัจจัยด้านสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้
ไม่เอื้ออำนวยในการปล่อยสินเชื่อเท่าที่ควร รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าที่ยังเป็นปัญหา ให้สถาบันการเงิน
ต้องพิจารณามากขึ้นด้วย
ส่วนด้านเงินฝากและการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของระบบธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างทรงตัว ซึ่งจะเห็นได้จาก
อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากทั้งระบบ ล่าสุด อยู่ที่ 90% แต่หากรวมตั๋วแลกเงิน (บี/อี) อยู่ที่ 85% ส่วนรายได้
ของธนาคารพาณิชย์ไม่ลดลงมากนัก เนื่องจากส่วนใหญ่ยังสามารถนำเงินที่มีไปฝากเงินกับธปท.ได้ ซึ่งจะ
ได้รับอัตราดอกเบี้ยประมาณ 1.25% ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก หากมีปัญหาขาดสภาพคล่อง
ก็สามารถหาได้จากการกู้เงินยืมระหว่างธนาคาร (อินเตอร์แบงก์) หรือกู้ผ่าน ธปท.ก็ได้
สำหรับกระแสระดมเงินฝากมากกว่าการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์เชื่อว่า จะต่อเนื่องไประยะหนึ่ง เพราะ
สภาพคล่องในระบบมีอยู่มาก แต่หากเศรษฐกิจดีขึ้นก็เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น ส่วน
อัตราดอกเบี้ยเชื่อว่าธนาคารพาณชิย์จะรอดูความเหมาะสมของเศรษฐกิจก่อนที่จะปรับอัตราดอกเบี้ย
ที่มา : http://news.mjob.in.th/economic/cat5/news27825/
โดย นางสาวธิติกาญน์ หงษ์ทอง 5001103072
คำถาม
1ในช่วงต่อไปหากเศรษฐกิจเติบโตดีขึ้น กระแสการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน่าจะลดลงเพราะอะไร
2ธนาคารพาณิชย์จะแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจาก........
3ถ้าหากนำเงินไปฝากเงินกับธปท.จะได้รับอัตราดอกเบี้ยประมาณกี่เปอร์เซนต์
วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552
กสิกรไทย คาดเงินบาทสัปดาห์หน้าอ่อนค่าเล็กน้อย
บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานเงินบาทในประเทศ (Onshore) ว่า สัปดาห์นี้ (17-21 ส.ค.) ปรับตัวในกรอบที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ เงินบาทยืนที่ระดับอ่อนค่ากว่า 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางแรงเทขายสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนว่า ยังคงมีความไม่แน่นอนในแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐนอกจากนี้ แรงเทขายสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ ปัจจัยทางการเมืองในประเทศ และการอ่อนค่าของสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียตามการร่วงลงของตลาดหุ้นในภูมิภาค ก็เป็นปัจจัยกดดันเงินบาทด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เงินบาทขยับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ เนื่องจากแรงซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุนเริ่มเบาบางลง ซึ่งสอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และตัวเลขภาคการผลิตของสหรัฐที่สดใสเกินคาด
สำหรับในวันศุกร์ เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 33.99 (ตลาดเอเชีย) เทียบกับระดับ 34.03 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (14 สิงหาคม) สัปดาห์หน้า (24-28 สิงหาคม 2552) เงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 33.95-34.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
โดยปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ ตัวเลขจีดีพี ประจำไตรมาส 2/2552 ของไทย (ซึ่งตลาดรับรู้ข่าวเชิงบวกของตัวเลขไปบ้างแล้ว) ปัจจัยการเมืองในประเทศ ทิศทางของสกุลเงิน/ตลาดหุ้นในภูมิภาค ตลอดจนสัญญาณการเข้าดูแลเสถียรภาพค่าเงินของ ธปท.ขณะที่ทิศทางของเงินดอลลาร์สหรัฐ อาจขึ้นอยู่กับการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ อาทิ ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล และดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE Price Index) เดือนกรกฎาคม ดัชนีราคาบ้านสหรัฐ เดือนมิถุนายนจัดทำโดยสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐ เดือนสิงหาคม ตลอดจนตัวเลขจีดีพี (เบื้องต้น) ประจำไตรมาส 2/2552
ที่มา:http://www.bangkokbiznews.com
คำถาม
1.สัปดาห์หน้า (24-28 สิงหาคม 2552) เงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณเท่าไร
2.ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อค่าเงินบาท
3.ปัจจัยใดที่ต้องจับตาประจำไตรมาส 2/2552
โดย นางสาวธฤติ แก้วเมืองปัก 5001103040
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552
IMFเตรียมอัดกว่า2แสนล.ดอลล์กระตุ้นศก.โลก
ดอลลาร์ เข้าสำรองเงินตราต่างประเทศของประเทศสมาชิก เพื่อกระตุ้นสภาพคล่องในขณะที่เศรษฐกิจโลก
ยังอยู่ในช่วงถดถอย ซึ่งถือเป็นการจัดสรรครั้งใหญ่สุดในรอบ 60 ปี กรรมการบริหารของไอเอ็มเอฟได้อนุมัติ
แผนการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมโดยไม่มีเงื่อนไขในรูปแบบของการใช้เงินสกุลเงินของกองทุนการเงิน
ระหว่างประเทศ หรือเงินพิเศษเอสดีอาร์ (SDR หรือ special drawing right) เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 28
สิงหาคมนี้ ซึ่งจะมีการจัดสรรเงิน 1 แสนล้านดอลลาร์เพื่อช่วยส่งเสริมสภาพคล่องแก่ประเทศเศรษฐกิจเกิด
ใหม่และยากจน และจะมีการจัดสรรเงินให้กับประเทศที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์เช่นกัน ทั้งนี้
ทีประชุม G-20 ได้เสนอให้มีการจัดสรรเงินเอสดีอาร์ (SDR) เมื่อเดือนเม.ย.เพื่อกระตุ้นสภาพคล่องใน
ประเทศต่างๆทั่วโลก นับตั้งแต่ที่สมาชิกของไอเอ็มเอฟแต่ละรายจะมีสำรองที่ตนเองได้ฝากไว้ที่ไอเอ็มเอ
ฟเพิ่มขึ้น
โดย นางสาวปรียานุช พิชยรัตนชัย 5001103030
ที่มา : http://www.newswit.net/read/844411.html
คำถาม
1เอ็มเอฟ(IMF) จะอัดฉีดงบประมาณเข้าสำรองเงินตราต่างประเทศของประเทศสมาชิก เพื่ออะไร
2เงินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร
3SDRเริ่มมีผลตั้งแต่วันวันที่เท่าไหร่
วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552
รัฐตรึงค่าไฟ-ก๊าซ-น้ำมัน วงเงินครึ่งแสนล้าน
สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (10 ส.ค.) นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่ง
ประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) มีแนวโน้มดีขึ้น ตามสัญญาณการ
ฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยเชื่อว่า จีดีพีไตรมาส 4 จะเป็นบวก
ได้เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยลบที่ยังกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ คือ สถานการณ์ทางการ
เมืองที่ยังไม่มีความชัดเจน ทั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่มีการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้
กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และความมั่นคงในเสถียรภาพของรัฐบาล โดยจากการเดินทางไป
โรดโชว์ต่างประเทศ นักลงทุนต่างชาติยังมีการสอบถามเกี่ยวปัญหาการเมืองในไทย ซึ่งเป็นจุดอ่อนหากเทียบกับ
ตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ที่ไม่มีปัญหาการเมือง"นอกจากนี้ ยังต้องติดตามราคา
น้ำมันที่ปรับตัวขึ้น เพราะเชื่อว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีโอกาสจะเกิน 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพราะ
เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัว ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันสูงขึ้น และราคาน้ำมันก็จะปรับขึ้นตาม ซึ่งราคาน้ำมันที่แพง
ขึ้นมีผลต่อต้นทุนการผลิตของบริษัทจดทะเบียน ดังนั้น ต้องมีการบริหารจัดการให้ได้ เพื่อไม่ให้ประสิทธิภาพของ
บริษัทลดลง และจากการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น ทำให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นมาอยู่
ที่ 16,000-17,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากต้นปีที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000 ล้านบาทต่อวัน เนื่องจากนักลง
ทุนต่างชาติซื้อสุทธิในปริมาณที่น่าพอใจ และนักลงทุนสถาบันในประเทศเข้ามาซื้อขายเพิ่มขึ้น จึงทำให้ปริมาณการ
ซื้อขายโดยรวมสูงขึ้น" นายปกรณ์ กล่าว.
โดย นางสาวธัญญพัทธ์ ถิรเศรษฐ์ศิริ 5001103097
ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=13439&categoryID=310
คำถาม
1อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) มีเเนวโน้มเป็นอย่างไร
2ปัจจัยลบที่ยังกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ คืออะรัย
3เมื่อเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้น ทำให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นกี่ล้านบาท
ราคาน้ำมันปรับลดในตลาดเอเชีย
ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=310&contentID=13360
คำถาม
1.ราคาน้ำมันดิบไลท์สวีท สัญญาส่งมอบเดือนกันยายนในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ ลดลงกี่เซนต์
2.ราคาน้ำมันดิบเบรนท์งวดเดือนกันยายน ดิ่งลงกี่เซนต์
3.ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐ แถลงว่า อัตราการว่างงานสหรัฐปรับลดเหลือร้อยละเท่าไรในเดือนกรกฎาคม
โดย นางสาวอัจฉรา ขอนเเก้ว 5001103075
วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
เกิดอะไรขึ้นกับการส่งออกไทย
นับแต่เดือนตุลาคม 2551 เป็นต้นมา การส่งออกของไทยปักหัวลงต่อเนื่อง เดือนล่าสุดติดลบมากกว่า 25% เทียบกับปีก่อนหน้า หลายคนจึงกังวลใจว่าเกิดอะไรขึ้น ความจริงแล้ว การลดลงของการส่งออกไม่ได้เกิดขึ้นที่ไทยประเทศเดียว เกิดขึ้นกับทุกประเทศ จากปัญหาวิกฤติการเงินโลก ที่ส่งผลกระทบอย่างน้อยในสี่ด้าน ด้านแรก ทำให้คนตกงานในประเทศต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ด้านที่สอง ทำให้คนในโลก โดยเฉพาะ ในอเมริกาและยุโรป จำนวนมาก ที่เคยเป็นคนรวย กลายเป็น “คนเคยรวย” เหมือนที่เกิดในไทยเมื่อ 12 ปีที่แล้ว เพราะสินทรัพย์หลัก ๆ ที่คนเหล่านี้มี คือบ้านและหุ้น ราคาตกลงมา แม้กระทั่งวันนี้ ราคาบ้าน ที่ดิน ก็ยังตกอยู่ ส่วนหุ้นแม้จะขึ้นบ้าง ก็ยังต่ำกว่าในอดีตอยู่มาก ด้านที่สาม คนอเมริกันและคนยุโรปนอกจากจะต้องเป็น “คนเคยรวย” ที่ไม่สามารถฟุ่มเฟือยอีกต่อไปแล้ว ยังต้องชดใช้ชะตากรรมจากการที่ได้ใช้จ่ายเกินตัวมาเป็นเวลานาน จากที่เคยตัวกับการที่ได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงินง่าย ๆ เรียกได้ว่า แข่งกัน แย่งกัน ให้ผ่านสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้าน สินเชื่อต่าง ๆ อย่างมากมาย จนผู้บริโภคเคยตัว ทำให้ช่วงนี้ ต้องชดใช้กรรมพากันหาทาง “ลดหนี้” ของตนเองลงมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ด้านที่สี่ บริษัทต่าง ๆ ก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย โดยพยายามลดสต๊อกสินค้าและวัตถุดิบลง ขายออกเพราะมีสต๊อกอยู่ในระดับที่สูงไปเทียบกับกำลังซื้อในปัจจุบัน หรือต้องขายออกเพราะต้องการเงินมาเพิ่มเป็นสภาพคล่องในยามลำบากเช่นช่วงนี้ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมการส่งออกของเราจึงถูกกระทบอย่างหนัก โดยประเทศในเอเชียตะวันออกที่พึ่งพาการส่งออกมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เน้นการส่งออกสินค้าคงทนเหล่านี้ จึงต้องปรับตัวอย่างมาก โดยบางประเทศเช่นไต้หวัน การส่งออกลดลงถึง 50-60% เรียกได้ว่า หายไปถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เท่าที่ดูจากข้อมูล พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการปรับตัวทั้งในระยะสั้น และระยะ ปานกลาง (1) ระยะสั้นซึ่งเกิดระหว่างการปรับตัวในช่วงแรก มาจากการปรับลดสต๊อกของสินค้า ของบริษัทในประเทศต่าง ๆ เป็นสำคัญ ในเรื่องนี้ คิดว่าได้เกิดขึ้นและปรับตัวกันไปพอสมควรแล้ว จึงเริ่มทำให้การส่งออกของสินค้าบางประเภท เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า กระเตื้อง ขึ้นบ้างในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา (2) ระยะปานกลางจากการที่ผู้บริโภคในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่เกิดวิกฤติคือสหรัฐและยุโรป หยุดใช้จ่าย และอดออมมากขึ้น เพื่อลดหนี้และสร้างฐานะอีกครั้ง จากที่ได้จนลงมากจากวิกฤติครั้งนี้ ซึ่งจะทำให้คนเหล่านี้ชะลอการบริโภคสินค้าที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะพวกสินค้าที่รอได้ เช่นพวกบ้าน รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ในช่วงระยะ 2-3 ปีข้างหน้าออกไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องกังวลใจ เพราะว่าจะทำให้การส่งออกของเราแม้จะกระเตื้อง ขึ้นบ้าง แต่ว่ายอดขายอาจจะไม่กลับไปเท่าเดิม เท่าในยุคที่เคยเฟื่องฟูก่อนหน้าไปอีกระยะหนึ่ง ตรงนี้ ก็ต้องทำใจ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศเหล่านี้เป็นปัญหาที่ลึกซึ้ง เราคง ต้องแสวงหาตลาดมาทดแทนเช่นในประเทศที่จะฟื้นก่อนและไม่ได้มีปัญหาการใช้จ่ายเกินตัว เช่นในเอเชีย เป็นต้น แต่ก็คงช่วยได้ไม่หมด เพราะการส่งออกที่เราส่งออกไปในเอเชียในอดีตส่วนหนึ่ง ก็ส่งไปเพื่อผลิตแล้วขายต่อให้กับผู้บริโภคในสหรัฐและยุโรป ท้ายสุด ต้องขอให้ผู้ส่งออกของเรา เมื่อมองไปข้างหน้า อย่าตายใจ อย่าประมาทว่าพอโลกฟื้นจากวิกฤติแล้วทุกอย่างจะดีเหมือนเดิม เหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น เพราะคงไม่ใช่ ขอให้ทุกคนเร่งลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น เตรียมการสำหรับโลกใบใหม่ที่จะยังไม่สดใสเท่าเดิมไปอีกระยะหนึ่ง ขอเอาใจช่วย
คำถาม
1เดือนตุลาคม 2551 เป็นต้นมา การส่งออกของไทยปักหัวลงต่อเนื่อง เดือนล่าสุดติดลบกี่เปอร์เซนต์
2ปัญหาวิกฤติการเงินโลก ที่ส่งผลกระทบต่อการลดลงของการส่งออกมีกี่ด้าน จกยกตัวอย่างประกอบ
3ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการปรับตัวทั้งในระยะสั้น มาจากอะไรบ้าง
ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=579&contentID=9454
โดย นางสาวรัฐศนิชา เนติรักข์รัฐกุล 5001103073
วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ราคาน้ำมันในตลาดเอเชียปรับตัวสูงขึ้น
ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/eco/21050
คำถาม
1.สำนักข่าวต่างประเทศรายงานราคาน้ำมันดิบไลท์สวีทงวดส่งมอบเดือนสิงหาคม ปรับตัวสูงขึ้นกี่เซนต์
2.เศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่ดี ส่งผลต่อนักค้าอย่างไร
3.นักวิเคราะห์เตือนว่า พื้นฐานของน้ำมันยังไม่มั่นคง เพราะเหตุใด
เขียนโดย นางสาวธิติกาญน์ หงษ์ทอง 5001103072
วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
แห่ซื้อพันธบัตร รอบ2คึกคัก เกลี้ยงในพริบตา
เปิดจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งรอบ 2 ประชาชนให้ความสนใจแห่เข้าคิวรอแน่นแบงก์ตั้งแต่เช้ามืด สุดทึ่งแบงก์ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที เปิดจองเต็มโควตา คลังปรับยุทธวิธีโยกเงิน เพิ่ม 5 หมื่นล้าน เอาใจคนซื้ออีกรอบ
วันนี้(15 ก.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งรอบ 2 โดยที่ธนาคารพาณิชย์ทั้ง 8 แห่ง ซึ่งได้รับมอบหมายให้จำหน่ายพันธบัตร มีประชาชนมารอจองซื้อตั้งแต่เช้ามืด บางรายมารอตั้งแต่เวลา 04.00 น.ขณะที่กระทรวงการคลังจะเปิดขายให้กับประชาชนและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรใน วันนี้ในวงเงิน 15,000 ล้านบาท จำกัดวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ซึ่งหากมีผู้สนใจจองซื้อมากกว่าวงเงินที่มีอยู่ 15,000 ล้านบาท กระทรวงการคลังจะนำพันธบัตรวงเงิน 5,000 ล้านบาท ที่เหลือมาจัดสรรเพิ่มให้ในวันนี้ด้วย
ในส่วนของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งได้รับโควตาจำหน่ายพันธบัตร 2,600 ล้านบาท และกระจายโควตาไปตามสาขาต่าง ๆ มีคนจองคิวก่อนเปิดจำหน่ายจำนวนมาก โดยนางวัญเพ็ญ มีสมยา ประชาชนที่มาจองซื้อพันธบัตร กล่าวว่า ดอกเบี้ยพันธบัตรดังกล่าวน่าสนใจและสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์จึงนำ เงินบางส่วนมาซื้อ ซึ่งรัฐบาลควรนำเงินที่ได้ไปใช้ในโครงการที่เป็นประโยชน์
ส่วน ที่ธนาคารทหารไทย สำนักงานใหญ่ ธนาคารได้รับจัดสรรพันธบัตรวงเงิน 3,800 ล้านบาท โดยใช้ระบบรวมโควตาไว้ที่ศูนย์กลางและให้สาขาส่งข้อมูลเข้ามา ซึ่งก่อนหน้าจะเปิดจำหน่ายก็มีประชาชนมารับบัตรคิวเช่นกัน โดยผู้สูงอายุบางคนมารอตั้งแต่เวลา 01.00 น. เมื่อเปิดให้จองซื้อเวลา 08.30 น. ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็เต็มโควตา ซึ่งมีการซื้อพันธบัตรเฉลี่ยประมาณ 700,000-800,000 บาทต่อราย ขณะที่ธนาคารกำลังรอข้อมูลจากกระทรวงการคลังว่าจะเพิ่มโควตาพันธบัตรหรือไม่ หากเพิ่มขึ้น ธนาคารก็พร้อมจำหน่ายให้แก่ประชาชน
สำหรับบรรยากาศที่ จ.นครศรีธรรมราช มีบรรดาผู้สนใจในจังหวัดทยอยกันเดินทางมาจองซื้อตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนธนาคาร เปิดทำการ ที่สาขาของธนาคารผู้แทนจำหน่ายในจังหวัดทั้ง 7 แห่ง คือ กรุงไทย ไทยพาณิชย์ กรุงเทพ กสิกรไทย กรุงศรีอยุธยา ทหารไทย และนครหลวงไทยกันเป็นจำนวนมาก โดยธนาคารแต่ละแห่งได้จัดระเบียบอำนวยความสะดวก แจกบัตรคิวให้แก่ผู้มาจองซื้อ ทำให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผู้เดินทางมาจองซื้อมีหลากหลายวัย ทั้งคนวัยทำงาน วัยกลางคนและผู้สูงอายุ โดยผู้มาจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ต่างเชื่อมั่นในในหลักทรัพย์ประเภทพันธบัตรของรัฐ เชื่อในเสถียรภาพความมั่นคง และคิดว่าจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ได้รับดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากทุกประเภท อีกประการหนึ่งเป็นการช่วยชาติด้วย ในขณะที่อีกลายคนบอกว่าต้องการดอกเบี้ยไว้ใช้จ่ายยามสูงอายุ
ด้านนาย กรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้เพิ่มวงเงินให้แก่ประชาชนทั่วไปเพิ่มเป็น 50,000 ล้านบาท จากเดิมที่กำหนดไว้ในรอบนี้ 15,000 ล้านบาท ซึ่งวงเงินที่เพิ่มที่ขึ้นนี้นำมาจากพันธบัตรที่จะเปิดขายให้แก่ประชาชนใน รอบที่ 3 ที่เหลืออยู่ 5 พันล้านบาท รวมกับที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่14 ก.ค.มีมติอนุมัติให้อีก 30,000 ล้านบาท.
IMF แนะแบงก์ชาติอินโดนีเซียหยุดลดดอกเบี้ย หวั่นเร่งอัตราเงินเฟ้อ
มิลาน ซาวัดจิล หัวหน้าผู้แทนของอินโดนีเซียประจำไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า การลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกไม่ใช้ทางแก้ที่ถูกจุดอีกต่อไปสำหรับอินโดนีเซียเมื่อพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบัน ดังนั้นธนาคารกลางควรระมัดระวังเรื่องการใช้นโยบายดังกล่าวในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ เขากล่าวด้วยว่า แผนกระตุ้นการเงินมูลค่ามหาศาลซึ่งมุ่งเน้นไปที่ระบบธนาคารจะแสดงประสิทธิผลในท้ายที่สุด ขณะเดียวกันก็ควรใช้นโยบายที่เหมาะสมในการจัดการกับสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูง "เราเชื่อว่าธนาคารกลางอินโดนีเซียมีช่องทางจำกัดในการลดดอกเบี้ยลงอีก แม้ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มลดลงและเงินรูเปียห์แข็งค่าขึ้น" ซาวัดจิลกล่าว ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ไอเอ็มเอฟเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระบุว่า ไอเอ็มเอฟเล็งเห็นว่าประเทศต่างๆเริ่มผ่านพ้นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 กันแล้ว อย่างไรก็ตาม คาดว่ากระบวนการฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า นอกจากนี้ รายงานยังระบุด้วยว่า การที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอุปสงค์ปรับตัวสูงขึ้นสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้ว อาจเพิ่มแรงกดดันให้ทั่วโลกต้องเผชิญภาวะเงินเฟ้อในปีหน้า โดยทั่วไป ประเทศกำลังพัฒนาควรลดอัตราดอกเบี้ยถ้าอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่เรื่องดังกล่าวก็ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและกระแสเงินทุนไหลออก เจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟกล่าวต่อไปว่า การลดดอกเบี้ยลงอีกไม่เหมาะสมกับอินโดนีเซียอีกต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจอินโดนีเซียเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ความท้าทายจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจเป็นตัวเร่งภาวะเงินเฟ้อได้ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นับตั้งแต่เดือนธ.ค.2551 - ก.ค. 2552 ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ลดดอกเบี้ยลงแล้วรวม 2.75% จนลงมาอยู่ที่ระดับ 6.75% ในขณะนี้ เพื่อตอบสนองต่ออัตราเงินเฟ้อที่ลดลงอย่างรวดเร็ว
ที่มา : http://www.ryt9.com/s/iq03/608851/
คำถาม
1. หัวหน้าผู้แทนของอินโดนีเซียประจำไอเอ็มเอฟ
2. ผู้นำตัวแทนของอินโดนีเซียประจำ IMF กล่าวอย่างไรกับการลดอัตราดอกเบี้ย
3. ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ลดดอกเบี้ยลงกี่เปอร์เซ็นต์
เขียนโดย นางสาวปรียานุช พิชยรัตนชัย 5001103030