วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552

เศรษฐกิจไทย จะฟื้นเป็นรูปตัวอะไร ?

ช่วงนี้ ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุด และเข้าสู่กระบวนการฟื้นตัวแล้วตั้งแต่ปลายไตรมาสที่ 1 เป็นต้นมา แต่สิ่งที่คนสนใจและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก ก็คือ แล้วการฟื้นตัวของไทยจะเป็นรูปตัวอะไร จะเป็นตัว v ตามที่นายกฯ บอกหรือไม่
ตรงนี้ เพื่อความชัดเจน ขอเริ่มจากคำนิยามของนักวิเคราะห์ต่างประเทศ ในแต่ละรูปแบบของการฟื้นตัว ว่า แต่ละประเภทนั้นมีลักษณะอย่างไร
ขการฟื้นตัวแบบตัว v คือ การฟื้นตัวที่รวดเร็วจากจุดต่ำสุด และหลังวิกฤติจบลง เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างคึกคักแข็งแกร่ง ด้วยอัตราการเจริญเติบโตที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤติ (อยู่ 1- 2 ปี) เพื่อเร่งเติมเต็มส่วนที่หายไประหว่างวิกฤติ
ข การฟื้นตัวแบบตัว u คือ การฟื้นตัวแบบช้าๆ อีหลักอีเหลื่อ ใช้เวลาพอควรที่ก้นกระทะก่อนที่จะออกจากวิกฤติได้ และอัตราการเจริญเติบโตหลังจากนั้นเป็นไปอย่างอ่อนแอ
ขการฟื้นตัวแบบตัว w คือ การฟื้นตัวแบบที่ปรับตัวขึ้นระยะหนึ่งแล้วหมดแรง กลับตกลงไปอีกรอบ หรืออีกหลายรอบ ก่อนที่จะสามารถฟื้นคืนมาได้เป็นปกติ
ขการฟื้นตัวแบบตัว L คือ การที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือถดถอยคงอยู่เป็นเวลานาน และเมื่อฟื้นก็ไม่สามารถนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจหลังออกจากวิกฤติ เช่นกรณีของ ญี่ปุ่นที่วนเวียนอยู่ที่เดิม หลายปีมาก
จากข้อมูลล่าสุด ในกรณีของไทย ผมคิดว่าตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่า ไทยจะฟื้นตัวเป็นตัว v แม้ช่วงแรกของการฟื้นตัวจะดูดี และถ้าลองวาดกราฟอัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา อาจจะดูเผินๆ เหมือนว่าจะเป็นตัว v อยู่ก็ตาม ทั้งนี้เป็นเพราะว่ายังมีปัญหาที่น่ากังวลใจใน 3 เรื่อง
1. ความเชื่องช้าของการฟื้นตัว ช่วงเศรษฐกิจไทยตกลงนั้น ได้ตกอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาสที่ 4 และไตรมาสที่ 1 แต่การฟื้นตัวในไตรมาสที่ 2 พาให้เศรษฐกิจกลับขึ้นมาเพียง 25% ของที่ตกลงไปเท่านั้น พูดง่ายๆ ยังไม่สามารกลับไปที่เดิมได้ มาได้แค่ 1 ใน 4 เท่านั้น
ตรงนี้ ไม่น่าแปลกใจว่า เวลาลองไปถามคนทั่วๆ ไปจะพบว่า หลายคนไม่ได้รู้สึกว่า เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นในรูปตัว v หลายอุตสาหกรรมยังคงลำบาก มีส่วนเกินของกำลังการผลิตอยู่อีกมาก และการจ้างงานยังไม่กลับไปที่เดิม กว่าจะกลับไปเท่าเดิมก่อนเกิดวิกฤติได้ ก็ต้องต้นปีหน้าไปแล้ว รวมแล้ว คือ ใช้เวลา 4 ไตรมาสในการฟื้น 2 ไตรมาสในการตก ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเวลาฟื้น ฟื้นอย่างช้าๆ แต่เวลาตก ตกอย่างรวดเร็ว
2. ความไม่ต่อเนื่องของการฟื้นตัว เป็นที่น่ากังวลใจว่าแรงส่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในไตรมาสที่ 2-3 ปีนี้ อาจจะหมดแรงได้ ถ้าหมดแรงจริง การฟื้นตัวแบบตัว v สมบูรณ์ก็จะไม่เกิด ไปต่อไม่ได้ ขึ้นมาแต่ค้างอยู่ตรงกลาง (ระหว่างก่อนตกกับจุดต่ำสุด)
ทั้งนี้ ก็เพราะแรงส่งในช่วงที่ผ่านมา มาจากการ Restock สินค้าและวัตถุดิบของผู้ผลิต และการเร่งใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่การที่จะหวังพึ่งให้เกิดการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนจากแรงกระตุ้นของการ Restocking คงเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ แรงกระตุ้นจากการใช้จ่ายลงทุนของภาครัฐก็ทำได้จำกัด เพราะทุกประเทศล้วนแล้วแต่มีหนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบหลายๆ ปี และจะต้องเริ่มคิดว่าจะหาเงินมาจากไหน จะขึ้นภาษี ลดรายจ่ายเมื่อไรเพื่อหาเงินมาจ่ายหนี้เหล่านี้
3. ความไม่คึกคักของอัตราการขยายตัวหลังวิกฤติ ยิ่งไปกว่านั้น พอฟื้นแล้ว อัตราการเจริญเติบโตหลังวิกฤติของไทย น่าจะไม่ค่อยคึกคักเข้มแข็งเท่าไรนัก เพราะเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าการฟื้นตัวของโลกจะเป็นแบบช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป เต็มไปด้วยหลุมบ่อ จากปัญหาต่างๆ ที่ยังสั่งสมตัวอยู่ในสหรัฐฯ ยุโรป และยุโรปตะวันออก ทั้งเรื่องของสถาบันการเงินล้ม บริษัทขาดทุน คนตกงาน และปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศดังกล่าว
ด้วยเหตุนี้ ภาคส่งออกไทยจะไม่สามารถเป็นเครื่องจักรสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชน ก็ยังไม่ฟื้นตัว การบริโภคของผู้บริโภคก็มีข้อจำกัดจากหนี้ที่ก่อไว้ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา จึงไม่น่าแปลกใจว่าหลายคนจึงสรุปว่าการฟื้นตัวที่จะเกิดขึ้นรอบนี้ น่าจะเป็นไปอย่างอ่อนแอ และมีความไม่แน่นอนสูง (ขึ้นกับว่าจะเกิดอะไรในเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ)
เมื่อรวม 3 ประเด็นข้างต้นแล้ว ถ้าเราจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ มีความเสี่ยงว่าจะฟื้นไม่ต่อเนื่องไม่สุด และเมื่อฟื้นแล้วไม่คึกคัก หากเป็นเช่นนี้ก็คงต้องฟันธงว่า มีโอกาสมากที่ท้ายสุดแล้ว การฟื้นตัวของไทยจะไม่เป็นรูปตัว v ส่วนจะเป็น



โดย น.ส.ธัญญพัทธ์ ถิรเศรษฐ์ศิริ 5001103097


ที่มา: http://www.giggog.com/economic/cat5/news27939/


คำถาม


1สิ่งที่คนให้ความสนใจและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก ก็คืออะไร

2การฟื้นตัวแบบตัว u คืออะไร

3การที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือถดถอยคงอยู่เป็นเวลานาน และเมื่อฟื้นก็ไม่สามารถนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจหลังออกจากวิกฤติ คือการฟื้นตัวแบบใด

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552

""กรณ์"" มั่นใจเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้ว



นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้แนวโน้มเศรษฐกิจหลายด้านมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากมีเงินไหลเข้ามาลงทุน ทั้งในตลาดหุ้น และการลงทุนปกติ ซึ่งแสดงว่า นักลงทุนมั่นใจในเสถียรภาพเศรษฐกิจ และไม่พบความผิดปกติของเงินทุนไหลเข้าในระยะนี้ โดยเห็นว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเป็นบวกมาตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ ไม่ใช่ปรับตัวเป็นบวกแค่ช่วง 2 วันที่ผ่านมา
ยอมรับว่า เงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นมีเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะเป็นองค์ประกอบของตลาดหุ้นทั่วโลก และตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดเล็ก เสี่ยงต่อการไหลเข้าออกของเงินทุนที่รุนแรงจากสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงการเก็งกำไรในอัตราแลกเปลี่ยน แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องดูแล บริหารจัดการ เนื่องจากไทยเป็นเศรษฐกิจเปิด แต่หากรัฐบาลสามารถดูแลรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจได้ จะทำให้เกิดความมั่นใจ
ดัชนีตลาดหุ้นไทยสะท้อนภาพเชิงบวกในการบริหารประเทศของรัฐบาล ที่นักลงทุนมั่นใจต่อการลงทุน นโยบายของรัฐบาล และมองว่า เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่จะดีขึ้น ภายใต้การเมืองที่มีเสถียรภาพ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการแก้ปัญหาให้ประชาชน รัฐบาลจึงต้องเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนเงื่อนไขการเมืองเป็นอุปสรรคหนึ่งที่สำคัญ แม้ว่าประชาชนมีสิทธิที่จะชุมนุม หรือมีความคิดที่แตกต่างได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และไม่กระทบสิทธิของประชาชนโดยรวม เชื่อว่า อนาคตหากไทยสามารถบริหารงานได้เหมือนช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ก็น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี
ขณะนี้รัฐบาลพยายามสร้างภูมิคุ้มกันต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ด้วยการลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ และลดการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลาง ผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง 55 ที่หากเร่งรัดการเบิกจ่ายได้ 85% ของเงินลงทุน 300,000 ล้านบาท ภายในปี 53 เชื่อว่า จะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้นไม่มากก็น้อย และส่วนหนึ่งยังช่วยลดปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทได้ด้วย
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่า จะมีการทุจริตเกิดขึ้นนั้น ต้องยอมรับว่า เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาเรื้อรังของไทยมานาน แต่ยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้จะให้ความสำคัญกับปัญหาคอรัปชั่นเป็นอันดับต้น ๆ โดยได้มีมาตรการรองรับ ด้วยการกำหนดขั้นตอนการทำงานที่เน้นความโปร่งใส ให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลการลงทุนในทุกโครงการผ่านเว็บไซต์ไทยเข้มแข็งได้โดยตรง มั่นใจว่า จะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดปัญหาการทุจริตในแต่ละโครงการได้.




โดย นางสาวอัจฉรา ขอนแก้ว 5001103075


ที่มา http://www.giggog.com/economic/cat5/news27939/



คำถาม

1แนวโน้มเศรษฐกิจหลายด้านมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากอะไรบ้าง


2การสร้างภูมิคุ้มกันต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว คืออะไร


3เงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นมีเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะอะไร


วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

รุมขย้ำงบฯครีเอทีฟไทยแลนด์

ผ่าน 5 วันดันยอดพุ่งพรวด 4 หมื่นล้าน อัดยับส่งโครงการห่วยขอรัฐสนับสนุนรายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาลได้เปิดตัวโครงการเมืองไทย เมืองนักคิด (ครีเอทีฟ ไทยแลนด์) และจัดสรรงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 วงเงิน 20,130 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินกองทุนสำหรับการขับเคลื่อนให้กับอุตสาหกรรมนำร่อง 15 อุตสาหกรรม ปรากฏว่าในระยะเวลาเพียง 5 วัน ตั้งแต่ 31 ส.ค.-4 ก.ย. มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้เสนอโครงการเข้ามาขอใช้เงินเป็นจำนวนมาก จนล่าสุดมีวงเงินขอสนับสนุนสูงถึง 40,000 ล้านบาทแล้ว สูงกว่างบประมาณที่รัฐบาลตั้งไว้ถึง 2 เท่าตัว ทั้งนี้เป็นที่น่าแปลกใจว่าการเสนอขอโครงการส่วนใหญ่ มีทั้งโครงการที่ตรงตามวัตถุประสงค์ และนอกวัตถุประสงค์ ยกตัวอย่างเช่น โครงการผลิตกุนเชียงไร้ไขมัน ได้มีการเสนอขอใช้โครงการนี้ด้วย ทั้งที่จริงควรไปขอใช้เงินสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น เช่น สินเชื่อจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เนื่องจากการพิจารณาอนุมัติโครงการของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังไม่มีการกำหนดกรอบและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์คืออะไรบ้าง ทำให้ทุกคนต่างพุ่งเป้าหมายเพื่อขอใช้เงินก้อนนี้กันอย่างเต็มที่ แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการไทยเข้มแข็ง ที่รัฐบาลมีแผนดำเนินการ เพื่อใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแนวใหม่ที่จะให้คนไทยที่มีความคิดสร้างสรรค์ เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ใหม่ และสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นมา เพราะเศรษฐกิจยุคใหม่ จะต้องใช้ภูมิปัญญาเข้าไปช่วยในการพัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อให้สินค้าและบริการแข่งขันในตลาดโลกได้ ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ ทุกภาคส่วนของประเทศที่มีแนวคิดสร้างสรรค์ มีความพยายามในการปรับปรุง พัฒนาอุตสาหกรรมของตัวเอง สามารถเสนอโครงการเพื่อขอ ใช้เงินเข้ามาได้ โดย กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้พิจารณากลั่นกรองโครง การ จากนั้นจะเสนอให้สศช.เป็นผู้พิจารณา ความเป็นไปได้ ก่อนที่จะเสนอให้สำนักงบประมาณ พิจารณาในรายละเอียดโครงการ และจะเสนอให้คณะกรรมการไทยเข้มแข็ง พิจารณาอนุมัติในขั้นตอนสุดท้าย “เมื่อมีปัญหาความไม่ชัดเจนในแง่การอนุมัติโครงการ และการมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน กระทรวงพาณิชย์ในฐานะที่เป็นผู้ผลักดันและรับผิดชอบโครงการ จะต้องมีการกำหนดกรอบและกติกาในการพิจารณาอนุมัติโครงการให้ชัดเจน มากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาการใช้เงินผิดวัตถุ ประสงค์ และไม่ตรงตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้” ทั้งนี้ในวันที่ 7 ก.ย. นี้ กระทรวงพาณิชย์จะมีการเปิดแถลงข่าวถึงรายละเอียดของโครงการที่มาขอใช้เงินภายใต้โครงการ ครีเอทีฟ ไทยแลนด์ หลังจากที่ได้มีการเปิดตัวไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ส.ค. โดยคาดว่าจะน่าจะมีความชัดเจนถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการขอใช้เงินในการแถลงข่าวครั้งนี้ด้วย หลังจากที่ได้เปิดตัวโครงการเมืองไทย เมืองนักคิด ไปแล้ว เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช. พาณิชย์ระบุว่า การประกาศโครงการไทยสร้างสรรค์ ไทยเข้มแข็งอย่างเป็นทางการถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของไทย เพราะภาคเอกชนในกลุ่มอุตสาหกรรมนำร่อง 15 สาขาจะร่วมเป็นภาคขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ให้ได้ตามเป้าหมาย เบื้องต้นจะเร่งจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อรับผิดชอบโดยตรงภายใน 6 เดือน พร้อมเปลี่ยนแปลงบทบาทการดูแลทรัพย์สินทางปัญญาจากการเน้นเรื่องปราบปรามเป็นการดูแลคุ้มครอง.

ที่มา :http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentID=18623

โดย นางสาวรัฐศนิชา เนติรักข์รัฐกุล 5001103073

คำถาม
1. เมืองนักคิด (ครีเอทีฟ ไทยแลนด์) และจัดสรรงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ด้วยวงเงินเท่าไร
2. เมื่อมีปัญหาความไม่ชัดเจนในแง่การอนุมัติโครงการ และการมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน กระทรวงพาณิชย์ในฐานะที่เป็นผู้ผลักดันและรับผิดชอบโครงการ จะต้องมีการกำหนดกรอบและกติกาในการพิจารณาอนุมัติโครงการให้ชัดเจน มากยิ่งขึ้น เพื่อเหตุใด
3. แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเกี่ยวกับโครงการนี้ว่าอย่างไร

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ธปท.เชื่อแบงก์โหมปล่อยกู้หลังเศรษฐกิจโงหัว

ธปท.เชื่อแบงก์พาณิชย์เริ่มกลับมาแข่งขันปล่อยสินเชื่อ หลงเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เหตุสภาพคล่องในระบบยัง

อยู่ในสัดส่วนที่สูง


นายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณี

ที่มีธนาคารพาณิชย์บางแห่งปรับขึ้นค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมเพิ่มขึ้น หรือหันไปหารายได้จากส่วนอื่น

แทนการปล่อยสินเชื่อ เชื่อว่า ในช่วงต่อไปหากเศรษฐกิจเติบโตดีขึ้น กระแสการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน่าจะ

ลดลง เพราะธนาคารพาณิชย์จะหันไปแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากสภาพคล่องในระบบปัจจุบัน

มีอยู่สูง


โดยปัจจุบันระบบธนาคารพาณิชย์ยังคงมีเงินกองทุนที่สามารถขยายกิจการได้ สภาพคล่องยังมีเหลือเฟือ

ขณะที่กฎเกณฑ์ของ ธปท.ไม่ได้เข้มงวดจนเกินไป ฉะนั้นจึงเหลือเพียงปัจจัยด้านสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้

ไม่เอื้ออำนวยในการปล่อยสินเชื่อเท่าที่ควร รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าที่ยังเป็นปัญหา ให้สถาบันการเงิน

ต้องพิจารณามากขึ้นด้วย


ส่วนด้านเงินฝากและการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของระบบธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างทรงตัว ซึ่งจะเห็นได้จาก

อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากทั้งระบบ ล่าสุด อยู่ที่ 90% แต่หากรวมตั๋วแลกเงิน (บี/อี) อยู่ที่ 85% ส่วนรายได้

ของธนาคารพาณิชย์ไม่ลดลงมากนัก เนื่องจากส่วนใหญ่ยังสามารถนำเงินที่มีไปฝากเงินกับธปท.ได้ ซึ่งจะ

ได้รับอัตราดอกเบี้ยประมาณ 1.25% ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก หากมีปัญหาขาดสภาพคล่อง

ก็สามารถหาได้จากการกู้เงินยืมระหว่างธนาคาร (อินเตอร์แบงก์) หรือกู้ผ่าน ธปท.ก็ได้


สำหรับกระแสระดมเงินฝากมากกว่าการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์เชื่อว่า จะต่อเนื่องไประยะหนึ่ง เพราะ

สภาพคล่องในระบบมีอยู่มาก แต่หากเศรษฐกิจดีขึ้นก็เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น ส่วน

อัตราดอกเบี้ยเชื่อว่าธนาคารพาณชิย์จะรอดูความเหมาะสมของเศรษฐกิจก่อนที่จะปรับอัตราดอกเบี้ย

ที่มา : http://news.mjob.in.th/economic/cat5/news27825/

โดย นางสาวธิติกาญน์ หงษ์ทอง 5001103072

คำถาม

1ในช่วงต่อไปหากเศรษฐกิจเติบโตดีขึ้น กระแสการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน่าจะลดลงเพราะอะไร

2ธนาคารพาณิชย์จะแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจาก........

3ถ้าหากนำเงินไปฝากเงินกับธปท.จะได้รับอัตราดอกเบี้ยประมาณกี่เปอร์เซนต์

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กสิกรไทย คาดเงินบาทสัปดาห์หน้าอ่อนค่าเล็กน้อย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดเงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อยอยู่ในกรอบประมาณ 33.95-34.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จับตาจีดีพีไตรมาส 2/53 การเมืองในประเทศ



บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานเงินบาทในประเทศ (Onshore) ว่า สัปดาห์นี้ (17-21 ส.ค.) ปรับตัวในกรอบที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ เงินบาทยืนที่ระดับอ่อนค่ากว่า 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางแรงเทขายสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนว่า ยังคงมีความไม่แน่นอนในแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐนอกจากนี้ แรงเทขายสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ ปัจจัยทางการเมืองในประเทศ และการอ่อนค่าของสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียตามการร่วงลงของตลาดหุ้นในภูมิภาค ก็เป็นปัจจัยกดดันเงินบาทด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม
เงินบาทขยับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ เนื่องจากแรงซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุนเริ่มเบาบางลง ซึ่งสอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และตัวเลขภาคการผลิตของสหรัฐที่สดใสเกินคาด
สำหรับในวันศุกร์
เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 33.99 (ตลาดเอเชีย) เทียบกับระดับ 34.03 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (14 สิงหาคม) สัปดาห์หน้า (24-28 สิงหาคม 2552) เงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 33.95-34.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
โดยปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ ตัวเลขจีดีพี ประจำไตรมาส 2/2552 ของไทย (ซึ่งตลาดรับรู้ข่าวเชิงบวกของตัวเลขไปบ้างแล้ว) ปัจจัยการเมืองในประเทศ ทิศทางของสกุลเงิน/ตลาดหุ้นในภูมิภาค ตลอดจนสัญญาณการเข้าดูแลเสถียรภาพค่าเงินของ ธปท.ขณะที่ทิศทางของเงินดอลลาร์สหรัฐ อาจขึ้นอยู่กับการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ อาทิ ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล และดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE Price Index) เดือนกรกฎาคม ดัชนีราคาบ้านสหรัฐ เดือนมิถุนายนจัดทำโดยสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐ เดือนสิงหาคม ตลอดจนตัวเลขจีดีพี (เบื้องต้น) ประจำไตรมาส 2/2552




ที่มา:http://www.bangkokbiznews.com



คำถาม



1.สัปดาห์หน้า (24-28 สิงหาคม 2552) เงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณเท่าไร

2.ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อค่าเงินบาท

3.ปัจจัยใดที่ต้องจับตาประจำไตรมาส 2/2552





โดย นางสาวธฤติ แก้วเมืองปัก 5001103040





วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

IMFเตรียมอัดกว่า2แสนล.ดอลล์กระตุ้นศก.โลก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ(IMF) เปิดเผยว่า จะอัดฉีดงบประมาณ 250,000 ล้าน

ดอลลาร์ เข้าสำรองเงินตราต่างประเทศของประเทศสมาชิก เพื่อกระตุ้นสภาพคล่องในขณะที่เศรษฐกิจโลก

ยังอยู่ในช่วงถดถอย ซึ่งถือเป็นการจัดสรรครั้งใหญ่สุดในรอบ 60 ปี กรรมการบริหารของไอเอ็มเอฟได้อนุมัติ

แผนการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมโดยไม่มีเงื่อนไขในรูปแบบของการใช้เงินสกุลเงินของกองทุนการเงิน

ระหว่างประเทศ หรือเงินพิเศษเอสดีอาร์ (SDR หรือ special drawing right) เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 28

สิงหาคมนี้ ซึ่งจะมีการจัดสรรเงิน 1 แสนล้านดอลลาร์เพื่อช่วยส่งเสริมสภาพคล่องแก่ประเทศเศรษฐกิจเกิด

ใหม่และยากจน และจะมีการจัดสรรเงินให้กับประเทศที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์เช่นกัน ทั้งนี้

ทีประชุม G-20 ได้เสนอให้มีการจัดสรรเงินเอสดีอาร์ (SDR) เมื่อเดือนเม.ย.เพื่อกระตุ้นสภาพคล่องใน

ประเทศต่างๆทั่วโลก นับตั้งแต่ที่สมาชิกของไอเอ็มเอฟแต่ละรายจะมีสำรองที่ตนเองได้ฝากไว้ที่ไอเอ็มเอ

ฟเพิ่มขึ้น


โดย นางสาวปรียานุช พิชยรัตนชัย 5001103030


ที่มา : http://www.newswit.net/read/844411.html


คำถาม

1เอ็มเอฟ(IMF) จะอัดฉีดงบประมาณเข้าสำรองเงินตราต่างประเทศของประเทศสมาชิก เพื่ออะไร


2เงินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร


3SDRเริ่มมีผลตั้งแต่วันวันที่เท่าไหร่

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

รัฐตรึงค่าไฟ-ก๊าซ-น้ำมัน วงเงินครึ่งแสนล้าน


สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (10 ส.ค.) นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่ง

ประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) มีแนวโน้มดีขึ้น ตามสัญญาณการ

ฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยเชื่อว่า จีดีพีไตรมาส 4 จะเป็นบวก

ได้เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยลบที่ยังกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ คือ สถานการณ์ทางการ

เมืองที่ยังไม่มีความชัดเจน ทั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่มีการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้

กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และความมั่นคงในเสถียรภาพของรัฐบาล โดยจากการเดินทางไป

โรดโชว์ต่างประเทศ นักลงทุนต่างชาติยังมีการสอบถามเกี่ยวปัญหาการเมืองในไทย ซึ่งเป็นจุดอ่อนหากเทียบกับ

ตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ที่ไม่มีปัญหาการเมือง"นอกจากนี้ ยังต้องติดตามราคา

น้ำมันที่ปรับตัวขึ้น เพราะเชื่อว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีโอกาสจะเกิน 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพราะ

เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัว ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันสูงขึ้น และราคาน้ำมันก็จะปรับขึ้นตาม ซึ่งราคาน้ำมันที่แพง

ขึ้นมีผลต่อต้นทุนการผลิตของบริษัทจดทะเบียน ดังนั้น ต้องมีการบริหารจัดการให้ได้ เพื่อไม่ให้ประสิทธิภาพของ

บริษัทลดลง และจากการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น ทำให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นมาอยู่

ที่ 16,000-17,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากต้นปีที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000 ล้านบาทต่อวัน เนื่องจากนักลง

ทุนต่างชาติซื้อสุทธิในปริมาณที่น่าพอใจ และนักลงทุนสถาบันในประเทศเข้ามาซื้อขายเพิ่มขึ้น จึงทำให้ปริมาณการ

ซื้อขายโดยรวมสูงขึ้น" นายปกรณ์ กล่าว.


โดย นางสาวธัญญพัทธ์ ถิรเศรษฐ์ศิริ 5001103097


ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=13439&categoryID=310



คำถาม

1อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) มีเเนวโน้มเป็นอย่างไร


2ปัจจัยลบที่ยังกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ คืออะรัย


3เมื่อเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้น ทำให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นกี่ล้านบาท

ราคาน้ำมันปรับลดในตลาดเอเชีย

วันนี้(10 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงาน ราคาน้ำมันดิบไลท์สวีท สัญญาส่งมอบเดือนกันยายนในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ ลดลง 39 เซนต์ เป็นบาร์เรลละ 70.54 ดอลลาร์ ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์งวดเดือนกันยายน ดิ่งลง 29 เซนต์ เป็นบาร์เรลละ 73.30 ดอลลาร์ ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐ แถลงว่า อัตราการว่างงานสหรัฐปรับลดเหลือร้อยละ 9.4 ในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากตัวเลขการว่างงานลดลงเป็น 247,000 ตำแหน่ง จาก 443,000 ตำแหน่งในเดือนมิถุนายน ซึ่งดีกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์เอกชนคาดไว้ว่าเป็น 325,000 ตำแหน่ง รวมทั้งยังเป็นปัจจัยหนุนให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ภายหลังจากการที่ตลาดตีความว่าเป็นสัญญาณหนึ่งว่าภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ทั้งนี้ ตลาดซื้อขายค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมักได้รับการยอมรับ

ที่มา
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=310&contentID=13360

คำถาม
1.ราคาน้ำมันดิบไลท์สวีท สัญญาส่งมอบเดือนกันยายนในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ ลดลงกี่เซนต์
2.ราคาน้ำมันดิบเบรนท์งวดเดือนกันยายน ดิ่งลงกี่เซนต์
3.ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐ แถลงว่า อัตราการว่างงานสหรัฐปรับลดเหลือร้อยละเท่าไรในเดือนกรกฎาคม

โดย นางสาวอัจฉรา ขอนเเก้ว 5001103075

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เกิดอะไรขึ้นกับการส่งออกไทย

นับแต่เดือนตุลาคม 2551 เป็นต้นมา การส่งออกของไทยปักหัวลงต่อเนื่อง เดือนล่าสุดติดลบมากกว่า 25% เทียบกับปีก่อนหน้า หลายคนจึงกังวลใจว่าเกิดอะไรขึ้น ความจริงแล้ว การลดลงของการส่งออกไม่ได้เกิดขึ้นที่ไทยประเทศเดียว เกิดขึ้นกับทุกประเทศ จากปัญหาวิกฤติการเงินโลก ที่ส่งผลกระทบอย่างน้อยในสี่ด้าน ด้านแรก ทำให้คนตกงานในประเทศต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ด้านที่สอง ทำให้คนในโลก โดยเฉพาะ ในอเมริกาและยุโรป จำนวนมาก ที่เคยเป็นคนรวย กลายเป็น “คนเคยรวย” เหมือนที่เกิดในไทยเมื่อ 12 ปีที่แล้ว เพราะสินทรัพย์หลัก ๆ ที่คนเหล่านี้มี คือบ้านและหุ้น ราคาตกลงมา แม้กระทั่งวันนี้ ราคาบ้าน ที่ดิน ก็ยังตกอยู่ ส่วนหุ้นแม้จะขึ้นบ้าง ก็ยังต่ำกว่าในอดีตอยู่มาก ด้านที่สาม คนอเมริกันและคนยุโรปนอกจากจะต้องเป็น “คนเคยรวย” ที่ไม่สามารถฟุ่มเฟือยอีกต่อไปแล้ว ยังต้องชดใช้ชะตากรรมจากการที่ได้ใช้จ่ายเกินตัวมาเป็นเวลานาน จากที่เคยตัวกับการที่ได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงินง่าย ๆ เรียกได้ว่า แข่งกัน แย่งกัน ให้ผ่านสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้าน สินเชื่อต่าง ๆ อย่างมากมาย จนผู้บริโภคเคยตัว ทำให้ช่วงนี้ ต้องชดใช้กรรมพากันหาทาง “ลดหนี้” ของตนเองลงมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ด้านที่สี่ บริษัทต่าง ๆ ก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย โดยพยายามลดสต๊อกสินค้าและวัตถุดิบลง ขายออกเพราะมีสต๊อกอยู่ในระดับที่สูงไปเทียบกับกำลังซื้อในปัจจุบัน หรือต้องขายออกเพราะต้องการเงินมาเพิ่มเป็นสภาพคล่องในยามลำบากเช่นช่วงนี้ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมการส่งออกของเราจึงถูกกระทบอย่างหนัก โดยประเทศในเอเชียตะวันออกที่พึ่งพาการส่งออกมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เน้นการส่งออกสินค้าคงทนเหล่านี้ จึงต้องปรับตัวอย่างมาก โดยบางประเทศเช่นไต้หวัน การส่งออกลดลงถึง 50-60% เรียกได้ว่า หายไปถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เท่าที่ดูจากข้อมูล พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการปรับตัวทั้งในระยะสั้น และระยะ ปานกลาง (1) ระยะสั้นซึ่งเกิดระหว่างการปรับตัวในช่วงแรก มาจากการปรับลดสต๊อกของสินค้า ของบริษัทในประเทศต่าง ๆ เป็นสำคัญ ในเรื่องนี้ คิดว่าได้เกิดขึ้นและปรับตัวกันไปพอสมควรแล้ว จึงเริ่มทำให้การส่งออกของสินค้าบางประเภท เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า กระเตื้อง ขึ้นบ้างในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา (2) ระยะปานกลางจากการที่ผู้บริโภคในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่เกิดวิกฤติคือสหรัฐและยุโรป หยุดใช้จ่าย และอดออมมากขึ้น เพื่อลดหนี้และสร้างฐานะอีกครั้ง จากที่ได้จนลงมากจากวิกฤติครั้งนี้ ซึ่งจะทำให้คนเหล่านี้ชะลอการบริโภคสินค้าที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะพวกสินค้าที่รอได้ เช่นพวกบ้าน รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ในช่วงระยะ 2-3 ปีข้างหน้าออกไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องกังวลใจ เพราะว่าจะทำให้การส่งออกของเราแม้จะกระเตื้อง ขึ้นบ้าง แต่ว่ายอดขายอาจจะไม่กลับไปเท่าเดิม เท่าในยุคที่เคยเฟื่องฟูก่อนหน้าไปอีกระยะหนึ่ง ตรงนี้ ก็ต้องทำใจ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศเหล่านี้เป็นปัญหาที่ลึกซึ้ง เราคง ต้องแสวงหาตลาดมาทดแทนเช่นในประเทศที่จะฟื้นก่อนและไม่ได้มีปัญหาการใช้จ่ายเกินตัว เช่นในเอเชีย เป็นต้น แต่ก็คงช่วยได้ไม่หมด เพราะการส่งออกที่เราส่งออกไปในเอเชียในอดีตส่วนหนึ่ง ก็ส่งไปเพื่อผลิตแล้วขายต่อให้กับผู้บริโภคในสหรัฐและยุโรป ท้ายสุด ต้องขอให้ผู้ส่งออกของเรา เมื่อมองไปข้างหน้า อย่าตายใจ อย่าประมาทว่าพอโลกฟื้นจากวิกฤติแล้วทุกอย่างจะดีเหมือนเดิม เหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น เพราะคงไม่ใช่ ขอให้ทุกคนเร่งลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น เตรียมการสำหรับโลกใบใหม่ที่จะยังไม่สดใสเท่าเดิมไปอีกระยะหนึ่ง ขอเอาใจช่วย

คำถาม

1เดือนตุลาคม 2551 เป็นต้นมา การส่งออกของไทยปักหัวลงต่อเนื่อง เดือนล่าสุดติดลบกี่เปอร์เซนต์

2ปัญหาวิกฤติการเงินโลก ที่ส่งผลกระทบต่อการลดลงของการส่งออกมีกี่ด้าน จกยกตัวอย่างประกอบ

3ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการปรับตัวทั้งในระยะสั้น มาจากอะไรบ้าง

ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=579&contentID=9454

โดย นางสาวรัฐศนิชา เนติรักข์รัฐกุล 5001103073

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ราคาน้ำมันในตลาดเอเชียปรับตัวสูงขึ้น

ราคาน้ำมันดิบที่ซื้อขายในตลาดเอเชียเช้านี้ปรับตัวสูงขึ้น หลังนักลงทุนเริ่มมีความหวังอีกครั้งว่า เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว...วันนี้ (21 ก।ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบไลท์สวีทงวดส่งมอบเดือนสิงหาคม ปรับตัวสูงขึ้น 32 เซนต์ ไปเคลื่อนไหวอยู่ที่ 64.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยสัญญาส่งมอบน้ำมันงวดเดือนสิงหาคมจะสิ้นสุดลงในวันนี้ ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายน ขยับขึ้น 8 เซนต์ ไปอยู่ที่บาร์เรลละ 66.52 ดอลลาร์สหรัฐนักวิเคราะห์ ระบุว่า ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากการที่นักค้าประเมินว่า เศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่ดี ส่งผลให้นักค้ากล้าเสี่ยงลงทุนอีก ปัจจัยที่ทำราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมาจากซื้อขายที่คึกคักในตลาดหุ้นวอลสตรีท อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เตือนว่า พื้นฐานของน้ำมันยังไม่มั่นคง เพราะอัตราการว่างงานยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนปริมาณน้ำมันคงคลังในอเมริกาเหนือยังคงสูงมาก และความต้องการใช้น้ำมันในฤดูร้อนนี้ยังมีไม่มากนัก ขณะเดียวกันนักค้ากำลังเฝ้าจับตาสถานการณ์ในอิหร่าน ซึ่งข้อพิพาทผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีส่งผลต่อเสถียรภาพของอิหร่านที่เป็น ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน


ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/eco/21050


คำถาม

1.สำนักข่าวต่างประเทศรายงานราคาน้ำมันดิบไลท์สวีทงวดส่งมอบเดือนสิงหาคม ปรับตัวสูงขึ้นกี่เซนต์

2.เศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่ดี ส่งผลต่อนักค้าอย่างไร

3.นักวิเคราะห์เตือนว่า พื้นฐานของน้ำมันยังไม่มั่นคง เพราะเหตุใด



เขียนโดย นางสาวธิติกาญน์ หงษ์ทอง 5001103072


วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

แห่ซื้อพันธบัตร รอบ2คึกคัก เกลี้ยงในพริบตา



เปิดจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งรอบ 2 ประชาชนให้ความสนใจแห่เข้าคิวรอแน่นแบงก์ตั้งแต่เช้ามืด สุดทึ่งแบงก์ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที เปิดจองเต็มโควตา คลังปรับยุทธวิธีโยกเงิน เพิ่ม 5 หมื่นล้าน เอาใจคนซื้ออีกรอบ
วันนี้(15 ก.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งรอบ 2 โดยที่ธนาคารพาณิชย์ทั้ง 8 แห่ง ซึ่งได้รับมอบหมายให้จำหน่ายพันธบัตร มีประชาชนมารอจองซื้อตั้งแต่เช้ามืด บางรายมารอตั้งแต่เวลา 04.00 น.ขณะที่กระทรวงการคลังจะเปิดขายให้กับประชาชนและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรใน วันนี้ในวงเงิน 15,000 ล้านบาท จำกัดวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ซึ่งหากมีผู้สนใจจองซื้อมากกว่าวงเงินที่มีอยู่ 15,000 ล้านบาท กระทรวงการคลังจะนำพันธบัตรวงเงิน 5,000 ล้านบาท ที่เหลือมาจัดสรรเพิ่มให้ในวันนี้ด้วย
ในส่วนของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งได้รับโควตาจำหน่ายพันธบัตร 2,600 ล้านบาท และกระจายโควตาไปตามสาขาต่าง ๆ มีคนจองคิวก่อนเปิดจำหน่ายจำนวนมาก โดยนางวัญเพ็ญ มีสมยา ประชาชนที่มาจองซื้อพันธบัตร กล่าวว่า ดอกเบี้ยพันธบัตรดังกล่าวน่าสนใจและสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์จึงนำ เงินบางส่วนมาซื้อ ซึ่งรัฐบาลควรนำเงินที่ได้ไปใช้ในโครงการที่เป็นประโยชน์
ส่วน ที่ธนาคารทหารไทย สำนักงานใหญ่ ธนาคารได้รับจัดสรรพันธบัตรวงเงิน 3,800 ล้านบาท โดยใช้ระบบรวมโควตาไว้ที่ศูนย์กลางและให้สาขาส่งข้อมูลเข้ามา ซึ่งก่อนหน้าจะเปิดจำหน่ายก็มีประชาชนมารับบัตรคิวเช่นกัน โดยผู้สูงอายุบางคนมารอตั้งแต่เวลา 01.00 น. เมื่อเปิดให้จองซื้อเวลา 08.30 น. ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็เต็มโควตา ซึ่งมีการซื้อพันธบัตรเฉลี่ยประมาณ 700,000-800,000 บาทต่อราย ขณะที่ธนาคารกำลังรอข้อมูลจากกระทรวงการคลังว่าจะเพิ่มโควตาพันธบัตรหรือไม่ หากเพิ่มขึ้น ธนาคารก็พร้อมจำหน่ายให้แก่ประชาชน
สำหรับบรรยากาศที่ จ.นครศรีธรรมราช มีบรรดาผู้สนใจในจังหวัดทยอยกันเดินทางมาจองซื้อตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนธนาคาร เปิดทำการ ที่สาขาของธนาคารผู้แทนจำหน่ายในจังหวัดทั้ง 7 แห่ง คือ กรุงไทย ไทยพาณิชย์ กรุงเทพ กสิกรไทย กรุงศรีอยุธยา ทหารไทย และนครหลวงไทยกันเป็นจำนวนมาก โดยธนาคารแต่ละแห่งได้จัดระเบียบอำนวยความสะดวก แจกบัตรคิวให้แก่ผู้มาจองซื้อ ทำให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผู้เดินทางมาจองซื้อมีหลากหลายวัย ทั้งคนวัยทำงาน วัยกลางคนและผู้สูงอายุ โดยผู้มาจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ต่างเชื่อมั่นในในหลักทรัพย์ประเภทพันธบัตรของรัฐ เชื่อในเสถียรภาพความมั่นคง และคิดว่าจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ได้รับดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากทุกประเภท อีกประการหนึ่งเป็นการช่วยชาติด้วย ในขณะที่อีกลายคนบอกว่าต้องการดอกเบี้ยไว้ใช้จ่ายยามสูงอายุ
ด้านนาย กรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้เพิ่มวงเงินให้แก่ประชาชนทั่วไปเพิ่มเป็น 50,000 ล้านบาท จากเดิมที่กำหนดไว้ในรอบนี้ 15,000 ล้านบาท ซึ่งวงเงินที่เพิ่มที่ขึ้นนี้นำมาจากพันธบัตรที่จะเปิดขายให้แก่ประชาชนใน รอบที่ 3 ที่เหลืออยู่ 5 พันล้านบาท รวมกับที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่14 ก.ค.มีมติอนุมัติให้อีก 30,000 ล้านบาท.



ที่มา : http://news.sanook.com/


คำถาม

1. รัฐบาลกำหนดให้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสูงสุดได้ไม่เกินคนละเท่าไร


2. พันธบัตรที่จะเปิดขายให้แก่ประชาชนใน รอบที่ 3 เหลืออยู่เท่าไร


3. มีธนาคารพาณิชย์กี่แห่งซึ่งได้รับมอบหมายให้จำหน่ายพันธบัตร



เขียนโดย : นางสาวธฤติ แก้วเมืองปัก 5001103040

IMF แนะแบงก์ชาติอินโดนีเซียหยุดลดดอกเบี้ย หวั่นเร่งอัตราเงินเฟ้อ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แนะนำให้ธนาคารกลางอินโดนีเซียเลิกใช้นโยบายลดอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลังจากที่มีการคาดการณ์กันว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์และดีมานด์จะปรับตัวสูงขึ้นสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

มิลาน ซาวัดจิล หัวหน้าผู้แทนของอินโดนีเซียประจำไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า การลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกไม่ใช้ทางแก้ที่ถูกจุดอีกต่อไปสำหรับอินโดนีเซียเมื่อพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบัน ดังนั้นธนาคารกลางควรระมัดระวังเรื่องการใช้นโยบายดังกล่าวในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ เขากล่าวด้วยว่า แผนกระตุ้นการเงินมูลค่ามหาศาลซึ่งมุ่งเน้นไปที่ระบบธนาคารจะแสดงประสิทธิผลในท้ายที่สุด ขณะเดียวกันก็ควรใช้นโยบายที่เหมาะสมในการจัดการกับสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูง "เราเชื่อว่าธนาคารกลางอินโดนีเซียมีช่องทางจำกัดในการลดดอกเบี้ยลงอีก แม้ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มลดลงและเงินรูเปียห์แข็งค่าขึ้น" ซาวัดจิลกล่าว ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ไอเอ็มเอฟเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระบุว่า ไอเอ็มเอฟเล็งเห็นว่าประเทศต่างๆเริ่มผ่านพ้นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 กันแล้ว อย่างไรก็ตาม คาดว่ากระบวนการฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า นอกจากนี้ รายงานยังระบุด้วยว่า การที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอุปสงค์ปรับตัวสูงขึ้นสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้ว อาจเพิ่มแรงกดดันให้ทั่วโลกต้องเผชิญภาวะเงินเฟ้อในปีหน้า โดยทั่วไป ประเทศกำลังพัฒนาควรลดอัตราดอกเบี้ยถ้าอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่เรื่องดังกล่าวก็ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและกระแสเงินทุนไหลออก เจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟกล่าวต่อไปว่า การลดดอกเบี้ยลงอีกไม่เหมาะสมกับอินโดนีเซียอีกต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจอินโดนีเซียเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ความท้าทายจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจเป็นตัวเร่งภาวะเงินเฟ้อได้ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นับตั้งแต่เดือนธ.ค.2551 - ก.ค. 2552 ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ลดดอกเบี้ยลงแล้วรวม 2.75% จนลงมาอยู่ที่ระดับ 6.75% ในขณะนี้ เพื่อตอบสนองต่ออัตราเงินเฟ้อที่ลดลงอย่างรวดเร็ว





ที่มา : http://www.ryt9.com/s/iq03/608851/

คำถาม
1. หัวหน้าผู้แทนของอินโดนีเซียประจำไอเอ็มเอฟ

2. ผู้นำตัวแทนของอินโดนีเซียประจำ IMF กล่าวอย่างไรกับการลดอัตราดอกเบี้ย

3. ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ลดดอกเบี้ยลงกี่เปอร์เซ็นต์



เขียนโดย นางสาวปรียานุช พิชยรัตนชัย 5001103030