วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552

เศรษฐกิจไทย จะฟื้นเป็นรูปตัวอะไร ?

ช่วงนี้ ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุด และเข้าสู่กระบวนการฟื้นตัวแล้วตั้งแต่ปลายไตรมาสที่ 1 เป็นต้นมา แต่สิ่งที่คนสนใจและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก ก็คือ แล้วการฟื้นตัวของไทยจะเป็นรูปตัวอะไร จะเป็นตัว v ตามที่นายกฯ บอกหรือไม่
ตรงนี้ เพื่อความชัดเจน ขอเริ่มจากคำนิยามของนักวิเคราะห์ต่างประเทศ ในแต่ละรูปแบบของการฟื้นตัว ว่า แต่ละประเภทนั้นมีลักษณะอย่างไร
ขการฟื้นตัวแบบตัว v คือ การฟื้นตัวที่รวดเร็วจากจุดต่ำสุด และหลังวิกฤติจบลง เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างคึกคักแข็งแกร่ง ด้วยอัตราการเจริญเติบโตที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤติ (อยู่ 1- 2 ปี) เพื่อเร่งเติมเต็มส่วนที่หายไประหว่างวิกฤติ
ข การฟื้นตัวแบบตัว u คือ การฟื้นตัวแบบช้าๆ อีหลักอีเหลื่อ ใช้เวลาพอควรที่ก้นกระทะก่อนที่จะออกจากวิกฤติได้ และอัตราการเจริญเติบโตหลังจากนั้นเป็นไปอย่างอ่อนแอ
ขการฟื้นตัวแบบตัว w คือ การฟื้นตัวแบบที่ปรับตัวขึ้นระยะหนึ่งแล้วหมดแรง กลับตกลงไปอีกรอบ หรืออีกหลายรอบ ก่อนที่จะสามารถฟื้นคืนมาได้เป็นปกติ
ขการฟื้นตัวแบบตัว L คือ การที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือถดถอยคงอยู่เป็นเวลานาน และเมื่อฟื้นก็ไม่สามารถนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจหลังออกจากวิกฤติ เช่นกรณีของ ญี่ปุ่นที่วนเวียนอยู่ที่เดิม หลายปีมาก
จากข้อมูลล่าสุด ในกรณีของไทย ผมคิดว่าตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่า ไทยจะฟื้นตัวเป็นตัว v แม้ช่วงแรกของการฟื้นตัวจะดูดี และถ้าลองวาดกราฟอัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา อาจจะดูเผินๆ เหมือนว่าจะเป็นตัว v อยู่ก็ตาม ทั้งนี้เป็นเพราะว่ายังมีปัญหาที่น่ากังวลใจใน 3 เรื่อง
1. ความเชื่องช้าของการฟื้นตัว ช่วงเศรษฐกิจไทยตกลงนั้น ได้ตกอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาสที่ 4 และไตรมาสที่ 1 แต่การฟื้นตัวในไตรมาสที่ 2 พาให้เศรษฐกิจกลับขึ้นมาเพียง 25% ของที่ตกลงไปเท่านั้น พูดง่ายๆ ยังไม่สามารกลับไปที่เดิมได้ มาได้แค่ 1 ใน 4 เท่านั้น
ตรงนี้ ไม่น่าแปลกใจว่า เวลาลองไปถามคนทั่วๆ ไปจะพบว่า หลายคนไม่ได้รู้สึกว่า เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นในรูปตัว v หลายอุตสาหกรรมยังคงลำบาก มีส่วนเกินของกำลังการผลิตอยู่อีกมาก และการจ้างงานยังไม่กลับไปที่เดิม กว่าจะกลับไปเท่าเดิมก่อนเกิดวิกฤติได้ ก็ต้องต้นปีหน้าไปแล้ว รวมแล้ว คือ ใช้เวลา 4 ไตรมาสในการฟื้น 2 ไตรมาสในการตก ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเวลาฟื้น ฟื้นอย่างช้าๆ แต่เวลาตก ตกอย่างรวดเร็ว
2. ความไม่ต่อเนื่องของการฟื้นตัว เป็นที่น่ากังวลใจว่าแรงส่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในไตรมาสที่ 2-3 ปีนี้ อาจจะหมดแรงได้ ถ้าหมดแรงจริง การฟื้นตัวแบบตัว v สมบูรณ์ก็จะไม่เกิด ไปต่อไม่ได้ ขึ้นมาแต่ค้างอยู่ตรงกลาง (ระหว่างก่อนตกกับจุดต่ำสุด)
ทั้งนี้ ก็เพราะแรงส่งในช่วงที่ผ่านมา มาจากการ Restock สินค้าและวัตถุดิบของผู้ผลิต และการเร่งใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่การที่จะหวังพึ่งให้เกิดการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนจากแรงกระตุ้นของการ Restocking คงเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ แรงกระตุ้นจากการใช้จ่ายลงทุนของภาครัฐก็ทำได้จำกัด เพราะทุกประเทศล้วนแล้วแต่มีหนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบหลายๆ ปี และจะต้องเริ่มคิดว่าจะหาเงินมาจากไหน จะขึ้นภาษี ลดรายจ่ายเมื่อไรเพื่อหาเงินมาจ่ายหนี้เหล่านี้
3. ความไม่คึกคักของอัตราการขยายตัวหลังวิกฤติ ยิ่งไปกว่านั้น พอฟื้นแล้ว อัตราการเจริญเติบโตหลังวิกฤติของไทย น่าจะไม่ค่อยคึกคักเข้มแข็งเท่าไรนัก เพราะเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าการฟื้นตัวของโลกจะเป็นแบบช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป เต็มไปด้วยหลุมบ่อ จากปัญหาต่างๆ ที่ยังสั่งสมตัวอยู่ในสหรัฐฯ ยุโรป และยุโรปตะวันออก ทั้งเรื่องของสถาบันการเงินล้ม บริษัทขาดทุน คนตกงาน และปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศดังกล่าว
ด้วยเหตุนี้ ภาคส่งออกไทยจะไม่สามารถเป็นเครื่องจักรสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชน ก็ยังไม่ฟื้นตัว การบริโภคของผู้บริโภคก็มีข้อจำกัดจากหนี้ที่ก่อไว้ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา จึงไม่น่าแปลกใจว่าหลายคนจึงสรุปว่าการฟื้นตัวที่จะเกิดขึ้นรอบนี้ น่าจะเป็นไปอย่างอ่อนแอ และมีความไม่แน่นอนสูง (ขึ้นกับว่าจะเกิดอะไรในเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ)
เมื่อรวม 3 ประเด็นข้างต้นแล้ว ถ้าเราจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ มีความเสี่ยงว่าจะฟื้นไม่ต่อเนื่องไม่สุด และเมื่อฟื้นแล้วไม่คึกคัก หากเป็นเช่นนี้ก็คงต้องฟันธงว่า มีโอกาสมากที่ท้ายสุดแล้ว การฟื้นตัวของไทยจะไม่เป็นรูปตัว v ส่วนจะเป็น



โดย น.ส.ธัญญพัทธ์ ถิรเศรษฐ์ศิริ 5001103097


ที่มา: http://www.giggog.com/economic/cat5/news27939/


คำถาม


1สิ่งที่คนให้ความสนใจและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก ก็คืออะไร

2การฟื้นตัวแบบตัว u คืออะไร

3การที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือถดถอยคงอยู่เป็นเวลานาน และเมื่อฟื้นก็ไม่สามารถนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจหลังออกจากวิกฤติ คือการฟื้นตัวแบบใด

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552

""กรณ์"" มั่นใจเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้ว



นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้แนวโน้มเศรษฐกิจหลายด้านมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากมีเงินไหลเข้ามาลงทุน ทั้งในตลาดหุ้น และการลงทุนปกติ ซึ่งแสดงว่า นักลงทุนมั่นใจในเสถียรภาพเศรษฐกิจ และไม่พบความผิดปกติของเงินทุนไหลเข้าในระยะนี้ โดยเห็นว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเป็นบวกมาตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ ไม่ใช่ปรับตัวเป็นบวกแค่ช่วง 2 วันที่ผ่านมา
ยอมรับว่า เงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นมีเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะเป็นองค์ประกอบของตลาดหุ้นทั่วโลก และตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดเล็ก เสี่ยงต่อการไหลเข้าออกของเงินทุนที่รุนแรงจากสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงการเก็งกำไรในอัตราแลกเปลี่ยน แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องดูแล บริหารจัดการ เนื่องจากไทยเป็นเศรษฐกิจเปิด แต่หากรัฐบาลสามารถดูแลรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจได้ จะทำให้เกิดความมั่นใจ
ดัชนีตลาดหุ้นไทยสะท้อนภาพเชิงบวกในการบริหารประเทศของรัฐบาล ที่นักลงทุนมั่นใจต่อการลงทุน นโยบายของรัฐบาล และมองว่า เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่จะดีขึ้น ภายใต้การเมืองที่มีเสถียรภาพ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการแก้ปัญหาให้ประชาชน รัฐบาลจึงต้องเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนเงื่อนไขการเมืองเป็นอุปสรรคหนึ่งที่สำคัญ แม้ว่าประชาชนมีสิทธิที่จะชุมนุม หรือมีความคิดที่แตกต่างได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และไม่กระทบสิทธิของประชาชนโดยรวม เชื่อว่า อนาคตหากไทยสามารถบริหารงานได้เหมือนช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ก็น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี
ขณะนี้รัฐบาลพยายามสร้างภูมิคุ้มกันต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ด้วยการลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ และลดการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลาง ผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง 55 ที่หากเร่งรัดการเบิกจ่ายได้ 85% ของเงินลงทุน 300,000 ล้านบาท ภายในปี 53 เชื่อว่า จะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้นไม่มากก็น้อย และส่วนหนึ่งยังช่วยลดปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทได้ด้วย
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่า จะมีการทุจริตเกิดขึ้นนั้น ต้องยอมรับว่า เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาเรื้อรังของไทยมานาน แต่ยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้จะให้ความสำคัญกับปัญหาคอรัปชั่นเป็นอันดับต้น ๆ โดยได้มีมาตรการรองรับ ด้วยการกำหนดขั้นตอนการทำงานที่เน้นความโปร่งใส ให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลการลงทุนในทุกโครงการผ่านเว็บไซต์ไทยเข้มแข็งได้โดยตรง มั่นใจว่า จะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดปัญหาการทุจริตในแต่ละโครงการได้.




โดย นางสาวอัจฉรา ขอนแก้ว 5001103075


ที่มา http://www.giggog.com/economic/cat5/news27939/



คำถาม

1แนวโน้มเศรษฐกิจหลายด้านมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากอะไรบ้าง


2การสร้างภูมิคุ้มกันต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว คืออะไร


3เงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นมีเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะอะไร


วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

รุมขย้ำงบฯครีเอทีฟไทยแลนด์

ผ่าน 5 วันดันยอดพุ่งพรวด 4 หมื่นล้าน อัดยับส่งโครงการห่วยขอรัฐสนับสนุนรายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาลได้เปิดตัวโครงการเมืองไทย เมืองนักคิด (ครีเอทีฟ ไทยแลนด์) และจัดสรรงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 วงเงิน 20,130 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินกองทุนสำหรับการขับเคลื่อนให้กับอุตสาหกรรมนำร่อง 15 อุตสาหกรรม ปรากฏว่าในระยะเวลาเพียง 5 วัน ตั้งแต่ 31 ส.ค.-4 ก.ย. มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้เสนอโครงการเข้ามาขอใช้เงินเป็นจำนวนมาก จนล่าสุดมีวงเงินขอสนับสนุนสูงถึง 40,000 ล้านบาทแล้ว สูงกว่างบประมาณที่รัฐบาลตั้งไว้ถึง 2 เท่าตัว ทั้งนี้เป็นที่น่าแปลกใจว่าการเสนอขอโครงการส่วนใหญ่ มีทั้งโครงการที่ตรงตามวัตถุประสงค์ และนอกวัตถุประสงค์ ยกตัวอย่างเช่น โครงการผลิตกุนเชียงไร้ไขมัน ได้มีการเสนอขอใช้โครงการนี้ด้วย ทั้งที่จริงควรไปขอใช้เงินสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น เช่น สินเชื่อจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เนื่องจากการพิจารณาอนุมัติโครงการของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังไม่มีการกำหนดกรอบและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์คืออะไรบ้าง ทำให้ทุกคนต่างพุ่งเป้าหมายเพื่อขอใช้เงินก้อนนี้กันอย่างเต็มที่ แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการไทยเข้มแข็ง ที่รัฐบาลมีแผนดำเนินการ เพื่อใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแนวใหม่ที่จะให้คนไทยที่มีความคิดสร้างสรรค์ เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ใหม่ และสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นมา เพราะเศรษฐกิจยุคใหม่ จะต้องใช้ภูมิปัญญาเข้าไปช่วยในการพัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อให้สินค้าและบริการแข่งขันในตลาดโลกได้ ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ ทุกภาคส่วนของประเทศที่มีแนวคิดสร้างสรรค์ มีความพยายามในการปรับปรุง พัฒนาอุตสาหกรรมของตัวเอง สามารถเสนอโครงการเพื่อขอ ใช้เงินเข้ามาได้ โดย กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้พิจารณากลั่นกรองโครง การ จากนั้นจะเสนอให้สศช.เป็นผู้พิจารณา ความเป็นไปได้ ก่อนที่จะเสนอให้สำนักงบประมาณ พิจารณาในรายละเอียดโครงการ และจะเสนอให้คณะกรรมการไทยเข้มแข็ง พิจารณาอนุมัติในขั้นตอนสุดท้าย “เมื่อมีปัญหาความไม่ชัดเจนในแง่การอนุมัติโครงการ และการมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน กระทรวงพาณิชย์ในฐานะที่เป็นผู้ผลักดันและรับผิดชอบโครงการ จะต้องมีการกำหนดกรอบและกติกาในการพิจารณาอนุมัติโครงการให้ชัดเจน มากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาการใช้เงินผิดวัตถุ ประสงค์ และไม่ตรงตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้” ทั้งนี้ในวันที่ 7 ก.ย. นี้ กระทรวงพาณิชย์จะมีการเปิดแถลงข่าวถึงรายละเอียดของโครงการที่มาขอใช้เงินภายใต้โครงการ ครีเอทีฟ ไทยแลนด์ หลังจากที่ได้มีการเปิดตัวไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ส.ค. โดยคาดว่าจะน่าจะมีความชัดเจนถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการขอใช้เงินในการแถลงข่าวครั้งนี้ด้วย หลังจากที่ได้เปิดตัวโครงการเมืองไทย เมืองนักคิด ไปแล้ว เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช. พาณิชย์ระบุว่า การประกาศโครงการไทยสร้างสรรค์ ไทยเข้มแข็งอย่างเป็นทางการถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของไทย เพราะภาคเอกชนในกลุ่มอุตสาหกรรมนำร่อง 15 สาขาจะร่วมเป็นภาคขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ให้ได้ตามเป้าหมาย เบื้องต้นจะเร่งจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อรับผิดชอบโดยตรงภายใน 6 เดือน พร้อมเปลี่ยนแปลงบทบาทการดูแลทรัพย์สินทางปัญญาจากการเน้นเรื่องปราบปรามเป็นการดูแลคุ้มครอง.

ที่มา :http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentID=18623

โดย นางสาวรัฐศนิชา เนติรักข์รัฐกุล 5001103073

คำถาม
1. เมืองนักคิด (ครีเอทีฟ ไทยแลนด์) และจัดสรรงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ด้วยวงเงินเท่าไร
2. เมื่อมีปัญหาความไม่ชัดเจนในแง่การอนุมัติโครงการ และการมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน กระทรวงพาณิชย์ในฐานะที่เป็นผู้ผลักดันและรับผิดชอบโครงการ จะต้องมีการกำหนดกรอบและกติกาในการพิจารณาอนุมัติโครงการให้ชัดเจน มากยิ่งขึ้น เพื่อเหตุใด
3. แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเกี่ยวกับโครงการนี้ว่าอย่างไร

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ธปท.เชื่อแบงก์โหมปล่อยกู้หลังเศรษฐกิจโงหัว

ธปท.เชื่อแบงก์พาณิชย์เริ่มกลับมาแข่งขันปล่อยสินเชื่อ หลงเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เหตุสภาพคล่องในระบบยัง

อยู่ในสัดส่วนที่สูง


นายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณี

ที่มีธนาคารพาณิชย์บางแห่งปรับขึ้นค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมเพิ่มขึ้น หรือหันไปหารายได้จากส่วนอื่น

แทนการปล่อยสินเชื่อ เชื่อว่า ในช่วงต่อไปหากเศรษฐกิจเติบโตดีขึ้น กระแสการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน่าจะ

ลดลง เพราะธนาคารพาณิชย์จะหันไปแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากสภาพคล่องในระบบปัจจุบัน

มีอยู่สูง


โดยปัจจุบันระบบธนาคารพาณิชย์ยังคงมีเงินกองทุนที่สามารถขยายกิจการได้ สภาพคล่องยังมีเหลือเฟือ

ขณะที่กฎเกณฑ์ของ ธปท.ไม่ได้เข้มงวดจนเกินไป ฉะนั้นจึงเหลือเพียงปัจจัยด้านสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้

ไม่เอื้ออำนวยในการปล่อยสินเชื่อเท่าที่ควร รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าที่ยังเป็นปัญหา ให้สถาบันการเงิน

ต้องพิจารณามากขึ้นด้วย


ส่วนด้านเงินฝากและการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของระบบธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างทรงตัว ซึ่งจะเห็นได้จาก

อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากทั้งระบบ ล่าสุด อยู่ที่ 90% แต่หากรวมตั๋วแลกเงิน (บี/อี) อยู่ที่ 85% ส่วนรายได้

ของธนาคารพาณิชย์ไม่ลดลงมากนัก เนื่องจากส่วนใหญ่ยังสามารถนำเงินที่มีไปฝากเงินกับธปท.ได้ ซึ่งจะ

ได้รับอัตราดอกเบี้ยประมาณ 1.25% ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก หากมีปัญหาขาดสภาพคล่อง

ก็สามารถหาได้จากการกู้เงินยืมระหว่างธนาคาร (อินเตอร์แบงก์) หรือกู้ผ่าน ธปท.ก็ได้


สำหรับกระแสระดมเงินฝากมากกว่าการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์เชื่อว่า จะต่อเนื่องไประยะหนึ่ง เพราะ

สภาพคล่องในระบบมีอยู่มาก แต่หากเศรษฐกิจดีขึ้นก็เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น ส่วน

อัตราดอกเบี้ยเชื่อว่าธนาคารพาณชิย์จะรอดูความเหมาะสมของเศรษฐกิจก่อนที่จะปรับอัตราดอกเบี้ย

ที่มา : http://news.mjob.in.th/economic/cat5/news27825/

โดย นางสาวธิติกาญน์ หงษ์ทอง 5001103072

คำถาม

1ในช่วงต่อไปหากเศรษฐกิจเติบโตดีขึ้น กระแสการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน่าจะลดลงเพราะอะไร

2ธนาคารพาณิชย์จะแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจาก........

3ถ้าหากนำเงินไปฝากเงินกับธปท.จะได้รับอัตราดอกเบี้ยประมาณกี่เปอร์เซนต์

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กสิกรไทย คาดเงินบาทสัปดาห์หน้าอ่อนค่าเล็กน้อย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดเงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อยอยู่ในกรอบประมาณ 33.95-34.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จับตาจีดีพีไตรมาส 2/53 การเมืองในประเทศ



บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานเงินบาทในประเทศ (Onshore) ว่า สัปดาห์นี้ (17-21 ส.ค.) ปรับตัวในกรอบที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ เงินบาทยืนที่ระดับอ่อนค่ากว่า 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางแรงเทขายสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนว่า ยังคงมีความไม่แน่นอนในแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐนอกจากนี้ แรงเทขายสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ ปัจจัยทางการเมืองในประเทศ และการอ่อนค่าของสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียตามการร่วงลงของตลาดหุ้นในภูมิภาค ก็เป็นปัจจัยกดดันเงินบาทด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม
เงินบาทขยับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ เนื่องจากแรงซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุนเริ่มเบาบางลง ซึ่งสอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และตัวเลขภาคการผลิตของสหรัฐที่สดใสเกินคาด
สำหรับในวันศุกร์
เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 33.99 (ตลาดเอเชีย) เทียบกับระดับ 34.03 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (14 สิงหาคม) สัปดาห์หน้า (24-28 สิงหาคม 2552) เงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 33.95-34.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
โดยปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ ตัวเลขจีดีพี ประจำไตรมาส 2/2552 ของไทย (ซึ่งตลาดรับรู้ข่าวเชิงบวกของตัวเลขไปบ้างแล้ว) ปัจจัยการเมืองในประเทศ ทิศทางของสกุลเงิน/ตลาดหุ้นในภูมิภาค ตลอดจนสัญญาณการเข้าดูแลเสถียรภาพค่าเงินของ ธปท.ขณะที่ทิศทางของเงินดอลลาร์สหรัฐ อาจขึ้นอยู่กับการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ อาทิ ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล และดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE Price Index) เดือนกรกฎาคม ดัชนีราคาบ้านสหรัฐ เดือนมิถุนายนจัดทำโดยสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐ เดือนสิงหาคม ตลอดจนตัวเลขจีดีพี (เบื้องต้น) ประจำไตรมาส 2/2552




ที่มา:http://www.bangkokbiznews.com



คำถาม



1.สัปดาห์หน้า (24-28 สิงหาคม 2552) เงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณเท่าไร

2.ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อค่าเงินบาท

3.ปัจจัยใดที่ต้องจับตาประจำไตรมาส 2/2552





โดย นางสาวธฤติ แก้วเมืองปัก 5001103040





วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

IMFเตรียมอัดกว่า2แสนล.ดอลล์กระตุ้นศก.โลก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ(IMF) เปิดเผยว่า จะอัดฉีดงบประมาณ 250,000 ล้าน

ดอลลาร์ เข้าสำรองเงินตราต่างประเทศของประเทศสมาชิก เพื่อกระตุ้นสภาพคล่องในขณะที่เศรษฐกิจโลก

ยังอยู่ในช่วงถดถอย ซึ่งถือเป็นการจัดสรรครั้งใหญ่สุดในรอบ 60 ปี กรรมการบริหารของไอเอ็มเอฟได้อนุมัติ

แผนการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมโดยไม่มีเงื่อนไขในรูปแบบของการใช้เงินสกุลเงินของกองทุนการเงิน

ระหว่างประเทศ หรือเงินพิเศษเอสดีอาร์ (SDR หรือ special drawing right) เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 28

สิงหาคมนี้ ซึ่งจะมีการจัดสรรเงิน 1 แสนล้านดอลลาร์เพื่อช่วยส่งเสริมสภาพคล่องแก่ประเทศเศรษฐกิจเกิด

ใหม่และยากจน และจะมีการจัดสรรเงินให้กับประเทศที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์เช่นกัน ทั้งนี้

ทีประชุม G-20 ได้เสนอให้มีการจัดสรรเงินเอสดีอาร์ (SDR) เมื่อเดือนเม.ย.เพื่อกระตุ้นสภาพคล่องใน

ประเทศต่างๆทั่วโลก นับตั้งแต่ที่สมาชิกของไอเอ็มเอฟแต่ละรายจะมีสำรองที่ตนเองได้ฝากไว้ที่ไอเอ็มเอ

ฟเพิ่มขึ้น


โดย นางสาวปรียานุช พิชยรัตนชัย 5001103030


ที่มา : http://www.newswit.net/read/844411.html


คำถาม

1เอ็มเอฟ(IMF) จะอัดฉีดงบประมาณเข้าสำรองเงินตราต่างประเทศของประเทศสมาชิก เพื่ออะไร


2เงินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร


3SDRเริ่มมีผลตั้งแต่วันวันที่เท่าไหร่

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

รัฐตรึงค่าไฟ-ก๊าซ-น้ำมัน วงเงินครึ่งแสนล้าน


สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (10 ส.ค.) นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่ง

ประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) มีแนวโน้มดีขึ้น ตามสัญญาณการ

ฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยเชื่อว่า จีดีพีไตรมาส 4 จะเป็นบวก

ได้เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยลบที่ยังกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ คือ สถานการณ์ทางการ

เมืองที่ยังไม่มีความชัดเจน ทั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่มีการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้

กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และความมั่นคงในเสถียรภาพของรัฐบาล โดยจากการเดินทางไป

โรดโชว์ต่างประเทศ นักลงทุนต่างชาติยังมีการสอบถามเกี่ยวปัญหาการเมืองในไทย ซึ่งเป็นจุดอ่อนหากเทียบกับ

ตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ที่ไม่มีปัญหาการเมือง"นอกจากนี้ ยังต้องติดตามราคา

น้ำมันที่ปรับตัวขึ้น เพราะเชื่อว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีโอกาสจะเกิน 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพราะ

เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัว ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันสูงขึ้น และราคาน้ำมันก็จะปรับขึ้นตาม ซึ่งราคาน้ำมันที่แพง

ขึ้นมีผลต่อต้นทุนการผลิตของบริษัทจดทะเบียน ดังนั้น ต้องมีการบริหารจัดการให้ได้ เพื่อไม่ให้ประสิทธิภาพของ

บริษัทลดลง และจากการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น ทำให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นมาอยู่

ที่ 16,000-17,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากต้นปีที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000 ล้านบาทต่อวัน เนื่องจากนักลง

ทุนต่างชาติซื้อสุทธิในปริมาณที่น่าพอใจ และนักลงทุนสถาบันในประเทศเข้ามาซื้อขายเพิ่มขึ้น จึงทำให้ปริมาณการ

ซื้อขายโดยรวมสูงขึ้น" นายปกรณ์ กล่าว.


โดย นางสาวธัญญพัทธ์ ถิรเศรษฐ์ศิริ 5001103097


ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=13439&categoryID=310



คำถาม

1อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) มีเเนวโน้มเป็นอย่างไร


2ปัจจัยลบที่ยังกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ คืออะรัย


3เมื่อเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้น ทำให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นกี่ล้านบาท