วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เกิดอะไรขึ้นกับการส่งออกไทย

นับแต่เดือนตุลาคม 2551 เป็นต้นมา การส่งออกของไทยปักหัวลงต่อเนื่อง เดือนล่าสุดติดลบมากกว่า 25% เทียบกับปีก่อนหน้า หลายคนจึงกังวลใจว่าเกิดอะไรขึ้น ความจริงแล้ว การลดลงของการส่งออกไม่ได้เกิดขึ้นที่ไทยประเทศเดียว เกิดขึ้นกับทุกประเทศ จากปัญหาวิกฤติการเงินโลก ที่ส่งผลกระทบอย่างน้อยในสี่ด้าน ด้านแรก ทำให้คนตกงานในประเทศต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ด้านที่สอง ทำให้คนในโลก โดยเฉพาะ ในอเมริกาและยุโรป จำนวนมาก ที่เคยเป็นคนรวย กลายเป็น “คนเคยรวย” เหมือนที่เกิดในไทยเมื่อ 12 ปีที่แล้ว เพราะสินทรัพย์หลัก ๆ ที่คนเหล่านี้มี คือบ้านและหุ้น ราคาตกลงมา แม้กระทั่งวันนี้ ราคาบ้าน ที่ดิน ก็ยังตกอยู่ ส่วนหุ้นแม้จะขึ้นบ้าง ก็ยังต่ำกว่าในอดีตอยู่มาก ด้านที่สาม คนอเมริกันและคนยุโรปนอกจากจะต้องเป็น “คนเคยรวย” ที่ไม่สามารถฟุ่มเฟือยอีกต่อไปแล้ว ยังต้องชดใช้ชะตากรรมจากการที่ได้ใช้จ่ายเกินตัวมาเป็นเวลานาน จากที่เคยตัวกับการที่ได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงินง่าย ๆ เรียกได้ว่า แข่งกัน แย่งกัน ให้ผ่านสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้าน สินเชื่อต่าง ๆ อย่างมากมาย จนผู้บริโภคเคยตัว ทำให้ช่วงนี้ ต้องชดใช้กรรมพากันหาทาง “ลดหนี้” ของตนเองลงมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ด้านที่สี่ บริษัทต่าง ๆ ก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย โดยพยายามลดสต๊อกสินค้าและวัตถุดิบลง ขายออกเพราะมีสต๊อกอยู่ในระดับที่สูงไปเทียบกับกำลังซื้อในปัจจุบัน หรือต้องขายออกเพราะต้องการเงินมาเพิ่มเป็นสภาพคล่องในยามลำบากเช่นช่วงนี้ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมการส่งออกของเราจึงถูกกระทบอย่างหนัก โดยประเทศในเอเชียตะวันออกที่พึ่งพาการส่งออกมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เน้นการส่งออกสินค้าคงทนเหล่านี้ จึงต้องปรับตัวอย่างมาก โดยบางประเทศเช่นไต้หวัน การส่งออกลดลงถึง 50-60% เรียกได้ว่า หายไปถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เท่าที่ดูจากข้อมูล พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการปรับตัวทั้งในระยะสั้น และระยะ ปานกลาง (1) ระยะสั้นซึ่งเกิดระหว่างการปรับตัวในช่วงแรก มาจากการปรับลดสต๊อกของสินค้า ของบริษัทในประเทศต่าง ๆ เป็นสำคัญ ในเรื่องนี้ คิดว่าได้เกิดขึ้นและปรับตัวกันไปพอสมควรแล้ว จึงเริ่มทำให้การส่งออกของสินค้าบางประเภท เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า กระเตื้อง ขึ้นบ้างในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา (2) ระยะปานกลางจากการที่ผู้บริโภคในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่เกิดวิกฤติคือสหรัฐและยุโรป หยุดใช้จ่าย และอดออมมากขึ้น เพื่อลดหนี้และสร้างฐานะอีกครั้ง จากที่ได้จนลงมากจากวิกฤติครั้งนี้ ซึ่งจะทำให้คนเหล่านี้ชะลอการบริโภคสินค้าที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะพวกสินค้าที่รอได้ เช่นพวกบ้าน รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ในช่วงระยะ 2-3 ปีข้างหน้าออกไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องกังวลใจ เพราะว่าจะทำให้การส่งออกของเราแม้จะกระเตื้อง ขึ้นบ้าง แต่ว่ายอดขายอาจจะไม่กลับไปเท่าเดิม เท่าในยุคที่เคยเฟื่องฟูก่อนหน้าไปอีกระยะหนึ่ง ตรงนี้ ก็ต้องทำใจ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศเหล่านี้เป็นปัญหาที่ลึกซึ้ง เราคง ต้องแสวงหาตลาดมาทดแทนเช่นในประเทศที่จะฟื้นก่อนและไม่ได้มีปัญหาการใช้จ่ายเกินตัว เช่นในเอเชีย เป็นต้น แต่ก็คงช่วยได้ไม่หมด เพราะการส่งออกที่เราส่งออกไปในเอเชียในอดีตส่วนหนึ่ง ก็ส่งไปเพื่อผลิตแล้วขายต่อให้กับผู้บริโภคในสหรัฐและยุโรป ท้ายสุด ต้องขอให้ผู้ส่งออกของเรา เมื่อมองไปข้างหน้า อย่าตายใจ อย่าประมาทว่าพอโลกฟื้นจากวิกฤติแล้วทุกอย่างจะดีเหมือนเดิม เหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น เพราะคงไม่ใช่ ขอให้ทุกคนเร่งลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น เตรียมการสำหรับโลกใบใหม่ที่จะยังไม่สดใสเท่าเดิมไปอีกระยะหนึ่ง ขอเอาใจช่วย

คำถาม

1เดือนตุลาคม 2551 เป็นต้นมา การส่งออกของไทยปักหัวลงต่อเนื่อง เดือนล่าสุดติดลบกี่เปอร์เซนต์

2ปัญหาวิกฤติการเงินโลก ที่ส่งผลกระทบต่อการลดลงของการส่งออกมีกี่ด้าน จกยกตัวอย่างประกอบ

3ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการปรับตัวทั้งในระยะสั้น มาจากอะไรบ้าง

ที่มา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=579&contentID=9454

โดย นางสาวรัฐศนิชา เนติรักข์รัฐกุล 5001103073

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ราคาน้ำมันในตลาดเอเชียปรับตัวสูงขึ้น

ราคาน้ำมันดิบที่ซื้อขายในตลาดเอเชียเช้านี้ปรับตัวสูงขึ้น หลังนักลงทุนเริ่มมีความหวังอีกครั้งว่า เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว...วันนี้ (21 ก।ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบไลท์สวีทงวดส่งมอบเดือนสิงหาคม ปรับตัวสูงขึ้น 32 เซนต์ ไปเคลื่อนไหวอยู่ที่ 64.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยสัญญาส่งมอบน้ำมันงวดเดือนสิงหาคมจะสิ้นสุดลงในวันนี้ ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายน ขยับขึ้น 8 เซนต์ ไปอยู่ที่บาร์เรลละ 66.52 ดอลลาร์สหรัฐนักวิเคราะห์ ระบุว่า ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากการที่นักค้าประเมินว่า เศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่ดี ส่งผลให้นักค้ากล้าเสี่ยงลงทุนอีก ปัจจัยที่ทำราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมาจากซื้อขายที่คึกคักในตลาดหุ้นวอลสตรีท อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เตือนว่า พื้นฐานของน้ำมันยังไม่มั่นคง เพราะอัตราการว่างงานยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนปริมาณน้ำมันคงคลังในอเมริกาเหนือยังคงสูงมาก และความต้องการใช้น้ำมันในฤดูร้อนนี้ยังมีไม่มากนัก ขณะเดียวกันนักค้ากำลังเฝ้าจับตาสถานการณ์ในอิหร่าน ซึ่งข้อพิพาทผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีส่งผลต่อเสถียรภาพของอิหร่านที่เป็น ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน


ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/eco/21050


คำถาม

1.สำนักข่าวต่างประเทศรายงานราคาน้ำมันดิบไลท์สวีทงวดส่งมอบเดือนสิงหาคม ปรับตัวสูงขึ้นกี่เซนต์

2.เศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่ดี ส่งผลต่อนักค้าอย่างไร

3.นักวิเคราะห์เตือนว่า พื้นฐานของน้ำมันยังไม่มั่นคง เพราะเหตุใด



เขียนโดย นางสาวธิติกาญน์ หงษ์ทอง 5001103072


วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

แห่ซื้อพันธบัตร รอบ2คึกคัก เกลี้ยงในพริบตา



เปิดจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งรอบ 2 ประชาชนให้ความสนใจแห่เข้าคิวรอแน่นแบงก์ตั้งแต่เช้ามืด สุดทึ่งแบงก์ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที เปิดจองเต็มโควตา คลังปรับยุทธวิธีโยกเงิน เพิ่ม 5 หมื่นล้าน เอาใจคนซื้ออีกรอบ
วันนี้(15 ก.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งรอบ 2 โดยที่ธนาคารพาณิชย์ทั้ง 8 แห่ง ซึ่งได้รับมอบหมายให้จำหน่ายพันธบัตร มีประชาชนมารอจองซื้อตั้งแต่เช้ามืด บางรายมารอตั้งแต่เวลา 04.00 น.ขณะที่กระทรวงการคลังจะเปิดขายให้กับประชาชนและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรใน วันนี้ในวงเงิน 15,000 ล้านบาท จำกัดวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ซึ่งหากมีผู้สนใจจองซื้อมากกว่าวงเงินที่มีอยู่ 15,000 ล้านบาท กระทรวงการคลังจะนำพันธบัตรวงเงิน 5,000 ล้านบาท ที่เหลือมาจัดสรรเพิ่มให้ในวันนี้ด้วย
ในส่วนของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งได้รับโควตาจำหน่ายพันธบัตร 2,600 ล้านบาท และกระจายโควตาไปตามสาขาต่าง ๆ มีคนจองคิวก่อนเปิดจำหน่ายจำนวนมาก โดยนางวัญเพ็ญ มีสมยา ประชาชนที่มาจองซื้อพันธบัตร กล่าวว่า ดอกเบี้ยพันธบัตรดังกล่าวน่าสนใจและสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์จึงนำ เงินบางส่วนมาซื้อ ซึ่งรัฐบาลควรนำเงินที่ได้ไปใช้ในโครงการที่เป็นประโยชน์
ส่วน ที่ธนาคารทหารไทย สำนักงานใหญ่ ธนาคารได้รับจัดสรรพันธบัตรวงเงิน 3,800 ล้านบาท โดยใช้ระบบรวมโควตาไว้ที่ศูนย์กลางและให้สาขาส่งข้อมูลเข้ามา ซึ่งก่อนหน้าจะเปิดจำหน่ายก็มีประชาชนมารับบัตรคิวเช่นกัน โดยผู้สูงอายุบางคนมารอตั้งแต่เวลา 01.00 น. เมื่อเปิดให้จองซื้อเวลา 08.30 น. ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็เต็มโควตา ซึ่งมีการซื้อพันธบัตรเฉลี่ยประมาณ 700,000-800,000 บาทต่อราย ขณะที่ธนาคารกำลังรอข้อมูลจากกระทรวงการคลังว่าจะเพิ่มโควตาพันธบัตรหรือไม่ หากเพิ่มขึ้น ธนาคารก็พร้อมจำหน่ายให้แก่ประชาชน
สำหรับบรรยากาศที่ จ.นครศรีธรรมราช มีบรรดาผู้สนใจในจังหวัดทยอยกันเดินทางมาจองซื้อตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนธนาคาร เปิดทำการ ที่สาขาของธนาคารผู้แทนจำหน่ายในจังหวัดทั้ง 7 แห่ง คือ กรุงไทย ไทยพาณิชย์ กรุงเทพ กสิกรไทย กรุงศรีอยุธยา ทหารไทย และนครหลวงไทยกันเป็นจำนวนมาก โดยธนาคารแต่ละแห่งได้จัดระเบียบอำนวยความสะดวก แจกบัตรคิวให้แก่ผู้มาจองซื้อ ทำให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผู้เดินทางมาจองซื้อมีหลากหลายวัย ทั้งคนวัยทำงาน วัยกลางคนและผู้สูงอายุ โดยผู้มาจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ต่างเชื่อมั่นในในหลักทรัพย์ประเภทพันธบัตรของรัฐ เชื่อในเสถียรภาพความมั่นคง และคิดว่าจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ได้รับดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากทุกประเภท อีกประการหนึ่งเป็นการช่วยชาติด้วย ในขณะที่อีกลายคนบอกว่าต้องการดอกเบี้ยไว้ใช้จ่ายยามสูงอายุ
ด้านนาย กรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้เพิ่มวงเงินให้แก่ประชาชนทั่วไปเพิ่มเป็น 50,000 ล้านบาท จากเดิมที่กำหนดไว้ในรอบนี้ 15,000 ล้านบาท ซึ่งวงเงินที่เพิ่มที่ขึ้นนี้นำมาจากพันธบัตรที่จะเปิดขายให้แก่ประชาชนใน รอบที่ 3 ที่เหลืออยู่ 5 พันล้านบาท รวมกับที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่14 ก.ค.มีมติอนุมัติให้อีก 30,000 ล้านบาท.



ที่มา : http://news.sanook.com/


คำถาม

1. รัฐบาลกำหนดให้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสูงสุดได้ไม่เกินคนละเท่าไร


2. พันธบัตรที่จะเปิดขายให้แก่ประชาชนใน รอบที่ 3 เหลืออยู่เท่าไร


3. มีธนาคารพาณิชย์กี่แห่งซึ่งได้รับมอบหมายให้จำหน่ายพันธบัตร



เขียนโดย : นางสาวธฤติ แก้วเมืองปัก 5001103040

IMF แนะแบงก์ชาติอินโดนีเซียหยุดลดดอกเบี้ย หวั่นเร่งอัตราเงินเฟ้อ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แนะนำให้ธนาคารกลางอินโดนีเซียเลิกใช้นโยบายลดอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลังจากที่มีการคาดการณ์กันว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์และดีมานด์จะปรับตัวสูงขึ้นสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

มิลาน ซาวัดจิล หัวหน้าผู้แทนของอินโดนีเซียประจำไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า การลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกไม่ใช้ทางแก้ที่ถูกจุดอีกต่อไปสำหรับอินโดนีเซียเมื่อพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบัน ดังนั้นธนาคารกลางควรระมัดระวังเรื่องการใช้นโยบายดังกล่าวในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ เขากล่าวด้วยว่า แผนกระตุ้นการเงินมูลค่ามหาศาลซึ่งมุ่งเน้นไปที่ระบบธนาคารจะแสดงประสิทธิผลในท้ายที่สุด ขณะเดียวกันก็ควรใช้นโยบายที่เหมาะสมในการจัดการกับสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูง "เราเชื่อว่าธนาคารกลางอินโดนีเซียมีช่องทางจำกัดในการลดดอกเบี้ยลงอีก แม้ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มลดลงและเงินรูเปียห์แข็งค่าขึ้น" ซาวัดจิลกล่าว ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ไอเอ็มเอฟเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระบุว่า ไอเอ็มเอฟเล็งเห็นว่าประเทศต่างๆเริ่มผ่านพ้นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 กันแล้ว อย่างไรก็ตาม คาดว่ากระบวนการฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า นอกจากนี้ รายงานยังระบุด้วยว่า การที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอุปสงค์ปรับตัวสูงขึ้นสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้ว อาจเพิ่มแรงกดดันให้ทั่วโลกต้องเผชิญภาวะเงินเฟ้อในปีหน้า โดยทั่วไป ประเทศกำลังพัฒนาควรลดอัตราดอกเบี้ยถ้าอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่เรื่องดังกล่าวก็ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและกระแสเงินทุนไหลออก เจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟกล่าวต่อไปว่า การลดดอกเบี้ยลงอีกไม่เหมาะสมกับอินโดนีเซียอีกต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจอินโดนีเซียเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ความท้าทายจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจเป็นตัวเร่งภาวะเงินเฟ้อได้ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นับตั้งแต่เดือนธ.ค.2551 - ก.ค. 2552 ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ลดดอกเบี้ยลงแล้วรวม 2.75% จนลงมาอยู่ที่ระดับ 6.75% ในขณะนี้ เพื่อตอบสนองต่ออัตราเงินเฟ้อที่ลดลงอย่างรวดเร็ว





ที่มา : http://www.ryt9.com/s/iq03/608851/

คำถาม
1. หัวหน้าผู้แทนของอินโดนีเซียประจำไอเอ็มเอฟ

2. ผู้นำตัวแทนของอินโดนีเซียประจำ IMF กล่าวอย่างไรกับการลดอัตราดอกเบี้ย

3. ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ลดดอกเบี้ยลงกี่เปอร์เซ็นต์



เขียนโดย นางสาวปรียานุช พิชยรัตนชัย 5001103030